19 July 2010

"คือผู้อภิวัฒน์" สัญจรเชียงใหม่

โครงการจัดงานในวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร

ภูมิใจเสนอ
ละครเวทีสร้างสรรค์...ที่ไม่ธรรมดา

คือผู้อภิวัฒน์
เรื่องราวชีวประวัติของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ รัฐบุรุษอาวุโสของประเทศไทย หลังจากทำการแสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ไปแล้ว 6 รอบ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ‘คือผู้อภิวัฒน์’ จะสัญจรไปแสดงที่ มช. 2 รอบ
มาชมละครเวทีร่วมสมัยของไทยเรื่องนี้ที่ถือได้ว่านำกลับมาจัดแสดงใหม่มากครั้งที่สุดเรื่องหนึ่ง และได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดของละครไทยในแนวทาง Brechtian ทั้งยังเป็นละครเวทีเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยที่เข้มข้นทั้งความคิดและรูปแบบการนำเสนอ

จัดแสดง ณ ห้องประชุม มล. ตุ้ย ชั้นที่ 8 อาคาร HB7
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553 เวลา 19.00 น
วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553 เวลา 14.30 น

บัตรราคา 200 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 100 บาท)

สำรองที่นั่งได้ที่
086 728 6828 (คุณกระแต)
081 562 4636 (คุณจั่น)

WWW.CrescentMoonTheatre.com

18 July 2010

10 BEST Thai Theatres of the DECADE

Dance and Theatre / Previews, Interviews, and Reviews written by "The Nation" dance and theatre critics : written by Pavit Mahasarinand, published in The Nation Newspaper on Monday, Decvember 28,2009 that collected our stage play "Salang" (Bitter Love) is one of thr best.



The theatre's had plenty to celebrate in the first decade of this millennium but the most important event of the noughties was undoubtedly the formation of the Bangkok Theatre Network (BTN) in mid-2002. This alliance of professional and student dance and theatre troupes led to the organisation of annual showcase known as Bangkok Theatre Festival, which kicked off later that year and is still going strong.

Collaborations between members of different troupes were also initiated and we've seen remarkable works, among them Chai Yak ((Gi)ant), by Theatre 8X8 and Babymime.

The decade ended on a high note with BTN's highly acclaimed production of Sao Chaona (Girl of the Soil), tradapted from the Japanese play Nogyo Shojyo written by Hideki Noda, whose production of Yak Tua Dang (Akaoni) here 12 years ago brought together actors from various groups and started the informal alliance that became BTN.

Space, a major problem 10 years ago, is now available, with six small venues across the city now hosting performances almost every weekend.

The opening of Muangthai Rachadalai Theatre in 2007 marked another milestone on the Bangkok theatre scene. , and many audiences are still excited with the fact that we now have the so-called “Broadway-standard” private-run playhouse—in other words, a good hardware, backed up by great paperware, or money. House company Scenario regularly stages spectacular productions at the privately run playhouse though reviews have been mixed and more acclaimed works in the venue are by other companies—Theatre 28’s Man of La Mancha and imported productions of We Will Rock You and Chicago.

Genre-wise, the imported production of Action Theatre’s Chang and Eng: The Musical from Singapore in early 2001 started the trend of musicals. Scenario followed it and has been able to draw the attention, of the public and the media, to grand-scale musicals, despite its quality, especially in terms of acting and script. Elsewhere, with more small venues, more experiments in using physical movements and multimedia in theatre have been evident. There have been, however, too few collaborations between dance and theatre artists, and the number of dance productions is still lacking behind.

Content-wise, with the ever increasing number of works, contemporary Thai theatre offers more variety than ever before though it still tends to avoid politics. This is a proof perhaps that the audience may be tired of reading about and watching these political soap operas in newspaper, online, and on TV.

It should be noted here that a stage performance, unlike film and television, differs, to a certain degree, from one evening to another. Occasionally, I missed good and great stage works because of other duties, locally and overseas. I’m sorry if I missed out some of your favorites but as I say very often, a theatre critic is just an avid playgoer, and vice versa. On that note, I’d like to hear your thoughts as well.

However, I've watched some of these local theatre works more than once, usually at their restagings, and would enjoy seeing them all again as each time I discover something new in them that moves me in different ways. Here they are, listed in chronological order rather than by preference.


*************************





SALANG (BITTER LOVE)

Written and directed by Crescent Moon Theatre's artistic director Sineenadh Keitprapai, this is a poignant two-character drama about romantic and parental love. The production featured two thespians of very different styles, and yet the director was able to balance and hone their performances. Fittingly so, Sineenadh was honoured with Silpathorn Award in 2008, and is still the only female Silpathorn artist in the field.


Read more:
http://blog.nationmultimedia.com/danceandtheatre/2010/01/31/entry-1


16 July 2010

Tistou in Bangkok Post

ค้นหาข้อเขียนที่นักวิจารณ์พูดถึงผลงานของเรา "ติสตู นักปลูกต้นไม้" ผลงานเมื่อปีที่แล้วลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ก็เลยนำมาแบ่งกันอ่านที่นี่


It's a wrap
The entertainment year in review

It seems like we've blinked our eyes twice only, and 2009 is nearing its end. It's hard to believe that an entire year has passed already and the decade is also coming to a close. As always, it's been fun-filled year with ups and downs. Some months were quiet while some were action-packed.

Before getting all giddy over Christmas and New Year's presents, 'Outlook' would like to take some time to reflect on the passing year. We've selected our top five in local music events, movies and the performing arts.



Tistou Nak Pluke Ton Mai (Tistou)

In this charming collaboration between Crescent Moon Theatre and Kae Dam Dam Puppet Group, the world is transformed with the touch of a child's hands. Adapted from the French children's novel, Tistou les pouces verts, by Maurice Druon, this marionette and shadow puppet production is thoroughly delightful for both children and adults. Director and Sipathorn artist Sineenadh Keitprapai has been with the Crescent Moon from the time the company dealt heavily with political and social issues. Today Sineenadh, who's the current head of Crescent Moon, is actively providing space for new directors and writers. Although the works that the troupe has been supporting seem to lack real substance of late, this uplifting puppet production casts a new brighter light on the company. It's a far cry from what Crescent Moon once was, but its honesty and innocence are undeniably powerful and breathtaking.

About the author
Writer: Amitha Amaranand


info from : Bangkok Post
Newspaper section: Outlook

read more:

http://pages.citebite.com/t2h0n5u2m6qkp

11 July 2010

บทวิจารณ์ "คือผู้อภิวัฒน์" (2553)

มีบทวิจาณ์จากเว็บไซด์ วิจารณ์แบบไร้ปราณี ที่เขียนถึงละครเวที "คือผู้อภิวัฒน์" ในครั้งนี้มาให้อ่านกัน หากใครสนใจอ่านบทวิจารณ์ละครเวทีและหนังตามไปอ่านได้ที่
http://www.barkandbite.net/


คือผู้อภิวัฒน์:
แด่คนดี แด่อุดมการณ์ แด่ประเทศชาติ

Posts by nuttaputch


"คือผู้อภิวัฒน์” น่าจะเป็นหนึ่งในละคร “ตำนาน” ของประวัติศาสตร์ละครเวทีไทย ตั้งแต่การที่เป็นบทละครดั้งเดิมโดยคนไทยที่ถูกหยิบนำมาสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง จนไปถึงบทบาทของละครต่อการเมืองและสังคมที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งนอกเหนือจากสถิติต่าง ๆ แล้วนั้น สิ่งที่พระจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งเป็นผู้สร้างละครเรื่องนี้มาก็ยังคงคุณภาพและ “พลัง” ที่อัดแน่นไว้ในละครทุกโปรดักชั่นโดยตลอด

ซึ่ง “คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระล่าสุดนั้น ก็ยังคงเป็นละครที่ยอดเยี่ยมและเหนือชั้นในวิธีการนำเสนอ พร้อม ๆ กับการพูดถึงเนื้อหาว่านี่คือละครที่คนไทยทุกคนในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันควรจะได้ดูอย่างยิ่ง

เรื่องราวของ “คือผู้อภิวัฒน์” คือชีวประวัติของปรีดี พนมยงค์ บรุษผู้ได้ชื่อว่ามีส่วนสำคัญกับการพลิกประวัติศาสตร์และระบอบการปกครองของประเทศไทย ซึ่ง “คือผู้อภิวัฒน์” หยิบสาระและช่วงเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏร์ พ.ศ. 2475 จนถึงเหตุการณ์สำคัญทางเมืองต่าง ๆ ที่ตามมา ผ่านทางมุมมอง (ส่วนหนึ่ง) ของปรีดีเองไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญหลักคือการตีแผ่ “ความจริง” หรือที่ละครเรียกว่า “สัจจะ” ของประวัติศาสตร์ที่บางคนอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง (หรือแม้กระทั่งรู้จริงและรู้ไม่จริง) ให้ได้รับรู้กัน

กลวิธีเด่น ๆ ของ “คือผู้อภิวัฒน์” คือการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละคร Brechtian ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือไม่ลากหรือนำพาให้คนดูอินไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่มุ่งเน้นให้คนดูถอยห่างและพิจารณาเรื่องด้วยการใช้สติอย่างแท้จริง โดยละครซึ่งมีเนื้อหาทางด้านประวัติศาสตร์อยู่แล้วนั้นจะมีข้อได้เปรียบเรื่องนี้อยู่พอสมควร จึงไม่แปลกที่ถ้าผู้ชมคนใดรู้ประวัติศาสตร์มาบ้างแล้วเกี่ยวกับการเมืองไทยในยุคตั้งไข่ ก็จะทำให้ไม่ต้องสนใจว่า “อะไรจะเกิดต่อไป​” แต่มุ่งสนใจไปที่ “อะไรที่ทำให้เกิดอย่างนั้น” ซึ่งนั่นเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องโดยแท้จริง

“คือผู้อภิวัฒน์” จึงใช้การเล่าเรื่องผ่านทางผุ้บรรยาย หรือการบอกเล่าจากตัวละครต่าง ๆ ที่ไม่ต่างจากการเล่าให้ผู้ชมฟังถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการลำดับบทได้อย่างคมคาย มีการเกริ่น บอกใบ้ และกระตุ้นให้คนดูคิดตามและพิจารณาเรื่องราวอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้รับรู้ที่มาที่ไปของหน้าประวัติศาสตร์ รวมทั้งสิ่งที่กลืนอยู่ในนั้นแต่ไม่ได้ถูกจารึกไว้ ซึ่งก็คือ “อุดมการณ์” “ความรู้สึก” และ “จุดมุ่งหมายที่แท้จริง” ของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์
นอกจากนี้แล้ว วิธีการนำเสนอของละครยังเป็นการผสมผสานของการแสดงสมัยใหม่เช่นการใช้ร่างกายหรือท่วงท่าและการเคลื่อนไหวบอกเล่าหรืออธิบายแทนที่จะหวังพึ่งเพียงแค่บทสทนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำหรับโปรดักชั่นนี้ สินีนาฏ เกษประไพ ผู้กำกับทำออกมาได้โดดเด่นและสวยงามมากองค์ประกอบต่าง ๆ บทเวทีนั้นลงตัวกับบทละครและลึกซึ้งในด้านตีความตลอดไปจน “พลัง” ของภาพบนเวทีที่ผู้ชมจะได้ชม (ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เด่น ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้จากผลงานละครเวทีเรื่องอื่น ๆ ของเธอ) ซึ่ง ”คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ สำหรับนักเรียนละครที่พยายามหาคำตอบว่าบล็อคกิ้งหรือตำแหน่งของนักแสดงบนเวทีนั้นสำคัญและให้พลังกับเรื่องที่แตกต่างกันได้อย่างใด

ในส่วนของทีมนักแสดงสำหรับ​ “คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระนี้นั้น ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยพลังของการแสดงรวมทั้งจังหวะการโต้ตอบและรับส่งบทไปมานั้น มีความต่อเนื่องและเฉียบคมค่อนข้างสูง ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ละครเรื่องนี้ดูฮึกเหิมและคึกคักอยู่ตลอด

สำหรับผู้เขียนแล้ว “คือผู้อภิวัฒน์” คือหนึ่งในละครสมัยใหม่ที่มีความโดดเด่นทั้งในเชิงวรรณกรรมและเชิงศิลปะการแสดงค่อนข้างสูง และไม่น่าแปลกที่มันจะถูกนำมาแสดงครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ผู้ชมดูกี่ครั้งก็จะไม่รู้สึกเบื่อ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังและแรงบันดาลใจที่จะทำให้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตบางอย่าง เฉกเช่นกับพลังและอุดมการณ์ของคน ๆ หนึ่งที่หมายว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นเพื่อคนไทยทุกคน

นี่อาจจะไม่ใช่ละครที่ดูแล้วรู้สึกสบาย รู้สึกยิ้มเปรมปรีย์ มีหลายช่วงที่อาจจะรู้สึกสะเทือนใจหรือกดดันมากพอสมควร แต่อย่างไรซะ ในท้ายที่สุดละครจะพาผู้ชมไปสู่จุดที่ค้นพบแสงสว่างและความหวัง และที่สำคัญซึ่งอาจจะเหมาะเจาะกับช่วงเวลาปัจจุบัน คือความหมายที่แท้จริงของ “ประชาธิปไตย” รวมทั้ง สาเหตุและสิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยทุกคน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคือหนึ่งในสิ่งที่เราทุกคนควรสำรวจและคิดทบทวนกันเสียแล้วก่อนที่เราจะต้องเจอบทเรียนแสนบอบช้ำจากประชาธิปไตยที่เอามาอ้างกันอีกสักเท่าไรกัน

ขอขอบคุณ:
เว็บไซด์วิจารณ์แบบไร้ปราณี และ nuttaputch

ภาพถ่ายโดย:
ทวิทธิ์ เกษประไพ

10 July 2010

คือผู้อภิวัฒน์ : สัจธรรมอมตะที่มิอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ละครเวทีเรื่องล่าสุดของเรา "คือผู้อภิวัฒน์" ได้แสดงจบลงไปแล้ว แต่เรายังมีข้อความและบทวิจารณ์ที่ผู้ชมและนักวิจารณ์เขียนถึง เราจะนำมาแบงปันมาให้อ่านกันที่นี่เร็วๆนี้


หัวข้อข้างบนนี้เป็นข้อเขียนจากบันทึกในเฟซบุคของ คุณดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ นักการละครและผู้กำกับละครเวทีจากกลุ่ม New Theatre Society ที่เขียนถึง "คือผู้อภิวัฒน์" ในคราวนี้




คือผู้อภิวัฒน์
: สัจธรรมอมตะที่มิอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

เขียนโดย ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์




เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปสถาบันปรีดีฯ ซอยทองหล่อ – สถานที่หนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่า...ถ้าสมมุติว่ามีระเบิดลงคนทำละครเวทีเมืองไทยจะหายไปครึ่งประเทศ วันนั้นเป็นรอบสุดท้ายของละครเรื่อง “สุดทางที่บางแคร์” พอดี อันที่จริงในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของแก๊งค์นี้ ผมควรจะอยู่ดูและร่วมชื่นชมด้วย แต่เนื่องจากผมดูแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าควรจะเว้นที่ว่างให้ผู้ชมที่ยังไม่ดูดีกว่า ก็เลยเข้าไปดูการซ้อมละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” แทน เพราะไม่แน่ใจว่าอาทิตย์หน้าจะมีเวลามาดูการแสดงรอบจริงได้หรือไม่ และเมื่อได้เข้าไปนั่งดู ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอันมากที่นักแสดงทั้งหมดเล่นละครทั้งเรื่องแบบทุ่มตัวสุดตีนให้ผมดูเพียงคนเดียว ส่วนคุณสินีนาฏผู้กำกับก็วิ่งไปวิ่งมาคอยเคาะเสียงประกอบให้ด้วยความเครียด นับว่าเป็นเกียรติและโอกาสที่งดงามอย่างยิ่งที่ใครๆจะหาได้ไม่ง่ายนัก อิอิ

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมจะกล่าวถึง เพราะสิ่งที่คันปากอยากบอกจนต้องลงมือเขียนบันทึกฉบับนี้ไว้ก็คือ ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่หัวใจพอโตต่อการได้กลับมาดูละครเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากได้เคยร่วมงานในฐานะฝ่ายเสียงในการจัดแสดงละครเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อ 23 ปีก่อน และเป็นคนตีกลองในการจัดแสดงครั้งที่สองใน 10 ปีต่อมา ผมรู้สึกว่าละครเรื่องนี้มันทรงอานุภาพมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าหน้าตานักแสดงและทีมงานจะเปลี่ยนไปกี่รุ่น หรือรายละเอียดปลีกย่อยจะมีความแตกต่างไปบ้างเล็กน้อยก็ตาม แต่ความรู้สึกที่ละครเรื่องนี้มาปะทะเรามันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน แถมยังบาดลึกกินใจมากขึ้นไปทุกทีที่ได้ดูทุกครั้งที่ละครเรื่องนี้กลับมาเล่น ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้ หรือจะเป็นเพราะเราแก่ตัวลง...ก็มิอาจทราบได้ แต่เท่าที่คิดว่าทราบแน่ๆก็คือ ถึงแม้ว่าบทละครยังคงเหมือนเดิมจนผมยังจำได้แทบทุกตอน หรือรูปแบบการแสดงที่ยังคงเรียบ(แต่ไม่ง่าย)เหมือนเดิม แต่ท่ามกลางความ “เหมือนเดิม” ทั้งหมดนั้น “ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจริงๆตามกาลเวลา” ดังที่ละครบอกจริง ๆ ถึงแม้มันไม่ได้เปลี่ยนที่ตรงการแสดง แต่สิ่งที่เราได้ดูนั้น กลับทำให้เราเปลี่ยนแปลงมากกว่า อย่างน้อยก็ตรงความคิดของบทที่จี้ความคิดและความรู้สึกของเราล่ะ ผมรู้สึกว่าสารของเรื่องที่ผมได้ดูในครั้งนี้นั้นมันกลับทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ และผมรู้สึกได้ว่าพลังที่ว่านี้ได้แผ่ขยายมากยิ่งขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะเมื่อยุคสมัยของเราได้มีโอกาสผ่านร้อนผ่านหนาวกับสถานการณ์ต่าง ๆ รอบข้างที่ดูเหมือนจะเป็นบทเรียนที่ดี แต่เราไม่เคยรู้จัดหัดจดจำ เรามีประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ แต่เราก็ยังคงดูเหมือนติดหลงอยู่ในวังวนไม่ไปไหน และนี่ก็คงเป็นสัจจธรรมอย่างหนึ่งที่ละครเรื่องนี้มีให้โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนที่ละครบอกเรา ที่สำคัญ ความแหลมคมของโครงสร้างและความคมคายของเนื้อหาของบทละครเรื่องนี้ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีมิติพอดีพองาม ทำให้ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูละครเรื่องนี้ในปี พ.ศ.นี้ คงไม่ได้มองละครเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงแค่การแสดงที่มุ่งเล่าเรื่องให้เห็นประวัติชีวิตของรัฐบุรุษที่ชื่อปรีดี พนมยงค์อีกต่อไปเป็นแน่ แต่กลับจะยิ่งทำให้เราเห็น “มนุษยธรรม” ของคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งแน่นอน ผมเชื่อว่าสิ่งนั้นได้ตั้งคำถามกลับมายังเราในฐานะผู้ชมว่าเราคือใคร มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และเราได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรค่าในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่แล้วหรือยัง ฯลฯ

สรุป (เพราะไม่อยากเขียนยาว) ถึงแม้ว่าโดยรูปแบบการนำเสนอของละครเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเร้าอารมณ์ของผู้ชมตามสไตล์ที่ละครเรื่องนี้มีมาแต่กำเนิด แต่ผมขอสารภาพว่าในขณะดูผมฟูมฟายเป็นอันมากทั้งในระดับความคิด ความรู้สึก และอาจจะสั่นสะเทือนลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณตามทฤษฎีของท่านอริสโตเติลไปด้วยเป็นแน่ และผมแอบหวังอยู่ในใจลึก ๆ ด้วยว่า คนที่ได้ดูละครเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร หรือคิดยังไง อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่อาจจะรู้สึกเหมือนกับผมบ้างเหมือนกัน...ไม่มากก็น้อย...ก็ยังดี อิอิ

ขอพล่ามแค่นี้ก่อน พล่ามมากเดี๋ยวจะหาว่าเชียร์แอนด์สปอยด์ ไว้ไปดูเองก็แล้วกัน แล้วท่านจะจดจำละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ไปนานแสนนานตราบจนชีวิตจะหาไม่ ^^

ด้วยความคารวะต่อท่านปรีดี พนมยงค์ คือผู้อภิวัฒน์
และขอกราบงาม ๆ แด่พี่คำรณ คุณะดิลก ผู้สร้างบทและการแสดงละครเรื่องนี้
สินีนาฎ, นักแสดง, ทีมงาน...จงสู้เข้าไป อย่าได้ถอย ฯลฯ

ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
28 มิถุนายน 2553



ขอขอบคุณ:
บทความจาก คุณดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
ภาพถ่ายโดย คุณธเนศ ม่วงทอง

02 July 2010

“คือผู้อภิวัฒน์” วาระห้า

การกลับมาอีกครั้งกับการทำงานของนักแสดงรุ่นที่ 5

ปี 2553 นี้เป็นปีวาระครบรอบ 110 ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เป็นปีครบรอบ 78 ปี การอภิวัฒน์ไทย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ครบรอบ ๑๕ ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์‏ และยังเป็นการแสดงในพิธีเปิดห้องนิทรรศการ “ห้องแห่งแรงบันดาลใจ ปรีดี พนมยงค์” ซึ่งจะเป็นห้องนิทรรศการถาวรที่เปิดให้เยาวชนและผู้สนใจเข้าชมและหาความรู้เกี่ยวกับ อ.ปรีดี พนมยงค์ และขบวนการเสรีไทย





ครั้งนี้เราได้นักแสดงจากรุ่นที่สี่มาร่วมแสดงสามคน คือ เกรียง ไกร ฟูเกษม กวินธร แสงสาคร และ ศรวณี ยอดนุ่น นอกนั้นเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของพระจันทร์เสี้ยวการละครอีก 5 คน คือ จิรฏชพงศ์ เรืองจันทร์ สุกัญญา เพี้ยนศรี สุรชัยเพชรแสงโรจน์ อรุณโรจน์ ถมมา และ จีรณัทย์ เจียรกุล และเราได้เปิด Workshop Audition เพื่อคัดเลือกหานักแสดงเพิ่มมาอีก 4 คน คือ ลัดดา คงเดช คฑาวุธ ดวงอินทร์ วงศิริ ดีระพัฒน์ และ ช่อลดา สุริยะโยธิน ที่นอกจากเป็นนักแสดงแล้วยังเป็นผู้ฝึกเสียงและการร้องเพลงในครั้งนี้



เราทำการฝึกซ้อมและทำความเข้าใจบท การค้นคว้าอ่านข้อมูลเพิ่มเติมรวมกระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 3 เดือน ในกระบวนการฝึกซ้อมเราเน้นกระบวนการฝึกฝนตามแนวทางละครแบบพระจันทณ์เสี้ยวที่เน้น Group Dynamic การฝึกร่างกาย เสียง และการเคลื่อนไหว Force and Dynamic และการเชื่อมประสานทกายและจิต



เรื่องดนตรีเราได้ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเพื่อสร้างสีสัน การทำให้แปลก และช่วยขับเน้นความหมายให้กับเรื่อง การดูแลดนตรีในครั้งนี้คือ คานธี อนันตกาญจน์ รวมทั้งเล่นฟลุตประกอบ เราได้ พฤฒิรณ นันทโววาทย์ มาเป็นมือกลองให้กับเรา ส่วนเสียงกลองทัดตามแบบอย่างออริจินอลเวอร์ชั่นครั้งนี้ตีโดย เบญจ์ บุษราคัมวงศ์

ในวาระนี้เราเปิดทำการแสดงทั้งหมดที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ จำนวน 6 รอบการแสดง พิเศษหลังรอบบ่ายเสาร์-อาทิตย์ มีเสวนาหลังละคร “คนกับละคร...ละครกับสังคม” ขอเชิญร่วมพูดคุยกับ คำรณ คุณะดิลก, สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย และผู้กำกับในครั้งนี้ สินีนาฏ เกษประไพ ในวันเสาร์ 3 มิ.ย.2553 ดำเนินรายการโดย อ.ภาสกร อินทุมาร ส่วนวันอาทิตย์ 4 มิ.ย.2553 ดำเนินรายการโดย อ.อภิรักษ์ ชัยปัญหา และเราจะเดินทางไปสัญจรที่คณะมนุษยศษสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีก 2 รอบ ในเดือนสิงหาคม 2553 นี้


ขอขอบคุณ ครูคำรณ คุณะดิลก ที่สร้างงานที่มีคุณค่าไว้ให้กับเรา เป็นครูและเป็นที่ปรึกษาให้เราเสมอมา ขอบคุณคุณนักแสดงและทีมงาน รวมทั้งพี่ๆเพื่อนๆน้องๆละคร “คือผู้อภิวัฒน์” และ พระจันทร์เสี้ยวทุกรุ่นที่ช่วยงานและให้กำกลังใจในการทำงานครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

กำกับ
สินีนาฏ เกษประไพ

นักแสดง
ปรีดี เกรียงไกร ฟูเกษม
มโน,ท่านเจ้าคุณ กวินธร แสงสาคร
แปลก, สาย สีมา ภูมิฐาน ศรีนาค
ประยูร, อ๊อด สุรชัย เพชรแสงโรจน์
พหล จีรณัทย์ เจียรกุล
ทรง, เพิ่ม คฑาวุธ ดวงอินทร์
ผู้บรรยาย, แม่พลอย ศรวณี ยอดนุ่น
ผู้บรรยาย, พี่ ตุลาคม สุกัญญา เพี้ยนศรี
ผู้บรรยาย, น้อง ตุลา อรุณโรจน์ ถมมา
พูนศุข ช่อลดา สุริยะโยธิน
เล่านิทาน, ผู้บรรยาย ลัดดา คงเดช
ผู้บรรยาย, เล็ก วรศิริ ดีระพัฒน์

นักดนตรี
คานธี อนันตกาญจน์
พฤฒิรณ นันทโววาทย์
เบญจ์ บุษราคัมวงศ์


ทีมงาน
ผู้เขียนบท คำรณ คุณะดิลก
ผู้กำกับการแสดง สินีนาฏ เกษประไพ
ผู้กำกับเทคนิค/ออกแบบแสง ทวิทธิ์ เกษประไพ
ผู้ช่วยผู้กำกับ เกรียงไกร ฟูเกษม, กวินธร แสงสาคร
ผู้กำกับเวที เบญจ์ บุษราคัมวงศ์
ฝึกเสียงและสอนร้องเพลง ช่อลดา สุริยะโยธิน
กำกับดนตรี คานธี อนันตกาญจน์
นักดนตรี คานธี อนันตกาญจน์, พฤฒิรณ นันทโววาทย์
ผู้ประสานงาน/อุปกรณ์ประกอบ ชาคริยา ถิ่นจะนะ
ออกแบบเสื้อผ้า ประวิทย์ หิรัญพฤกษ์
ประชาสัมพันธ์ วรัญญู อิทรกำแหง
ควบคุมแบบแสง สุมนา สุมนะกุล
ควบคุมเสียง พงศกร ตรีหิรัญ
ฝ่ายบัตร ดลฤดี จำรัสฉาย, ชาครยา ถิ่นจะนะ

ฝ่ายต้อนรับ ณัชศลิษฏา วัลย์ณัฐประภา, กีรติ ศิวะเกื้อ
ฝ่ายเทคนิค ชัยวัฒน์ คำดี, พลัฏ สังขกร, ฉันทิกา โชติขจรไทย
ถ่ายวิดิโอ สุเมธ พวงอก, เสี้ยวเขนโปรัดกชั่น
ถ่ายภาพ จีรณัทย์ เจีบรกุล และ วิชย อาทมาท
ออกแบบสิ่งพิมพ์ วิชย อาทมาท
ดูแลการผลิต ฟารีดา จิราพันธุ์ และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร


30 June 2010

“คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระที่สี่




ปี 2543 พระจันทร์เสี้ยวการละครได้ฝึกนักแสดงรุ่นใหม่อีก 12 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นนักศึกษาจากหลายสถาบันที่มีความสนใจละครที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้นเข้าเป็นสมาชิกและเพื่อแสดง “คือผู้อภิวัฒน์” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ และสัญจรไปต่างจังหวัดได้แก่ อยุธยา ชลบุรี และ นครศรีธรรมราช โดยในครั้งนี้การฝึกฝนเป็นการฝึกฝนพื้นฐานสำคัญและมีการปรับด้านการแสดงบ้างตามความเหมาะสม และเน้นการเล่าเรื่องที่กระชับฉับไวมากขึ้น

กำกับ :
นิมิตร พิพิธกุล และ พิณทิพย์ สัตย์เพริศพราย

นักแสดง :
ปรีดี เกรียงไกร ฟูเกษม
ทรง ประวิทย์ หิรัญพฤกษ์
แปลก กวินธร แสงสาคร
ประยูร ธนาคม ชราปธีป
พลอย นริศรา สนเอี่ยม
ช้อย พัชรินทร์ นามโสม
ผู้บรรยาย ฉัตรชัย พุดซ้อน
พูนศุข ศรวณี ยอดนุ่น
สาย สีมา ทศพร มงคล
คึกฤทธิ์ สุธิชา ภิรมย์นุ่ม
พหล เดชอุดม ชูดำ
มโน ธเนศ ม่วงทอง

นักดนตรี :
ปิติพงษ์ งามญาน

แสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์, จ.อยุธยา, จ.นครศรีธรรมราช และ จ.ชลบุรี

28 June 2010

“คือผู้อภิวัฒน์” สัญจรต่างประเทศ

หลังเสร็จสิ้นจากกากรแสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ 11 รอบ พระจันทร์เสี้ยวการละครได้มีโอกาสเดินทางไปเปิดการแสดงในทวีปยุโรป 3 ประเทศด้วยกัน โดยเริ่มต้นที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งอาจารย์ปรีดี พนมืยงค์ได้จัดประชุมก่อตั้งคณะราษฎรเป็นครั้งแรก และเป็นประเทศแม่แบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แล้วเดินทางต่อไปยังกรุงอัมสเตอร์ดามประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากการแสดงได้มีการใช้เนื้อหาในละครเป็นประเด็นในการ และ Dr.Han ten Brummelhuis ที่ปรึกษาไทยคดีศึกษาประจำประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้นำการเสวนา

จุดสุดท้ายในการเดินทางครั้งนี้คือกรุงสต็อกโฮล์มประเทศสวีเด็น ที่ที่มีคนไทยอาศัยเป็นจำนวนมาก และมีความกระตือรือร้นในการลงคะแนนเสียงมวลชนในท้องถิ่นเป็นอย่างดี และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มศาลาไทยและกลุ่มไทยศึกษา





กำหนดการ :
30 มิถุนายน 2542 Salle Municipelle e’me Arroumdissement, Paris, France
4 กรกฎาคม 2542 Dee Rode Hoed Theatre, Amsterdam, The Netherlands
9-10 กรกฎาคม 2542 Boulevard Theatern, Stockholm, Sweden




ต่อจากนั้นได้เดินทางไปเปิดการแสดงที่สหรัฐอเมริกา ใน 4 รัฐ ได้แก่ ลอสแองเจอลิส, ซานฟรานซิสโก, ชิคาโก และ นิวยอร์ค โดยได้รับการต้อนรับจากชุมชนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นอย่างดี และมีผู้สนใจมาชมการแสดงอย่างคับคั่ง และกลับมาทัวร์ในต่างจังหวัดอีกหลายจังหวัดในปี 2543


กำหนดการ :
19 มีนาคม 2543 แสดงที่ ลอสแองเจิลลิส
23 มีนาคม 2543 แสดงที่ซานฟรานซิสโก
25 มีนาคม 2543 แสดงที่ชิคาโก
1 เมษายน 2543 แสดงที่นิวยอร์ค




“คือผู้อภิวัฒน์” (วาระที่สาม)

แสดงในวาระ 100 ปี ชาตกาล

พ.ศ.2542 ละครเวที คือผู้อภิวัฒน์ ได้นำกลับมาแสดงอีกครั้งหนึ่งในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสคนแรกของไทย ที่จะมาถึงในวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 เพื่อร่วมในโอกาสนี้ โดย “คณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปีชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส” ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกับ “พระจันทร์เสี้ยวการละคร” เป็นผู้จัดขึ้น
การนำกลับมาแสดงใหม่ในวาระนี้เริ่มต้นเปิดกากรแสดงในวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ และ 5-7 มีนาคม พ.ศ. 2542 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ นับเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องสู่การร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส

มีการปรับชื่อละครจาก คือผู้อภิวัฒน์ มาเป็น คือผู้อภิวัฒน์ 2475 เพื่อเน้นย้ำต่อเหตุการณ์และจุดแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอบอันส่งผลมาถึงวิถีชีวิตในปัจจุบัน ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย


คือ ผู้อภิวัฒน์ 2475 มีการตีความใหม่เพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยมี “นิมิตร พิพิธกุล” ผู้ได้ร่วมงามกับละครเรื่องนี้ มาแต่เริ่มต้นทำหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง

กำหนดการแสดง
26,27,28 กุมภาพันธ์ และ 5,6,7 มีนาคม 2542
แสดงที่ สถาบันปรีดี พนมยงค์
ตลอดทั้งปี 2542 และ 43
แสดงอีกหลายแห่งในหลายจังหวัดจังหวัด ได้แก่ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (รังสิต), เชียงใหม่, นครราชสีมา, กาญจนบุรี, อยุธยา, สงขลา, อุบลราชธานี

กำกับ :
นิมิตร พิพิธกุล

นักแสดง :
ปรีดี นิมิตร พิพิธกุล
มโน สุนทร มีศรี
คนเล่าเรื่อง, พูนศุข พิณทิพย์ สัตย์เพริศพราย
ผู้บรรยาย,พลอย สินีนาฏ เกษประไพ
แปลก, สาย สีมา ธีระวัฒน์ มุลวิไล
ผู้บรรยาย, พี่ตุลา ผิวน้ำ เฉลิมญาติ
ผู้บรรยาย, น้องตุลา ฟารีดา จิราพันธุ์
ทรง วัลลภ แสงจ้อย
พหล ปกรณ์ รังสิตเสถียร
ประยูร, เพิ่ม ชาติชาย เกษนัส
เล็ก วรลักษณ์ แซ่จึง
ผู้บรรยาย พฤษา รุ่งแสง
ทรง รุจิโรจน์ ธนสารกิตติวัฒน์

นักดนตรี :
อานันท์ นาคคง
หิรัญ บุญชื่น

ทีมงาน :
ออกแบบแสง ทวิทธิ์ เกษประไพ
เครื่องแต่งกาย สหวัฏฏ์ ศรีหิรัญ, ยอดเมือง อร่ามเรืองไพศาล
ควบคุมแสง กมลนัฐฏ์ อินทรตั้ง
ควบคุมเสียง รุจิโรจน์ ธนสารกิตติวัฒน์, กานต์ ธงไชย
ภาพนิ่ง Stephan Funke, พงษ์สิทธิ์ ศิลปสุวรรณชัย, คมกริช ฟักมูล, ทวิทธิ์ เกษประไพ
ประชาสัมพันธ์ กวินพร เจริญศรี, ปัฏฐยา โอฟริต, วินิจ มีรอด
ฝึกขับร้อง ปาริชาติ จันทร์ไทย
กำกับเวที สินีนาฏ เกษประไพ
ดูแลการผลิต พิณทิพย์ สัตย์เพริศพราย

27 June 2010

คือผู้อภิวัฒน์วาระสอง

เกี่ยวกับละคร “คือผู้อภิวัฒน์”
(ในวาระที่สอง)


8 ปีต่อมา ละคร “คือผู้อภิวัฒน์” กลับมาแสดงอีกครั้งในวาระพิธีเปิดสถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 24-25 มิถุนายน 2538 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ และได้รับเชิญเข้าร่วมในเทศกาลละครครั้งที่ 1 ณ ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ ในวันที่ 28-29 มิถุนายน และ 5-6 กรกฎาคม โดยทีมนักแสดงรุ่นใหม่ ยกเว้น “นิมิตร พิพิธกุล” สมาชิกจากกลุ่ม “นักแสดงไร้ชื่อ” ที่กลับมาร่วมในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับการแสดงและผู้จัดการโครงการด้วย การแสดงยังคงรูปแบบเหมือนเดิมทุกอย่าง และใช้เวลาในการผึกซ้อมนักแสดงเพียง 3 เดือนเท่านั้น

กำหนดการ :
24-25 มิถุนายน 2538
สถาบันปรีดี พนมยงค์ กรุงเทพฯ

28-29 มิถุนายน และ 5-6 กรกฎาคม 2538
ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ กรุงเทพฯ

ทีมงาน :
กำกับการแสดง คำรณ คุณะดิรก

นักแสดง :
ปรีดี อภิศักดิ์ สนจด
ทรง ศราวุธ ส่งศรี
แปลก นิมิตร พิพิธกุล
พหล กอบชัย ชูโต
มโน อดิศร(อั๋น)

สาย สีมา เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ
พูนศุข รัชนี วิศิษฎ์วโรดม
พลอย ธีรนันท์ นาคทอง
เล็ก กิ่งแก้ว รณศิริ
คนเล่าเรื่อง ลักษนันท์ โกสินทรกุล
ผู้บรรยาย,พี่ตุลา ชวนพิศ ธีรบุญชัยกุล
น้องตุลา บุศราพร ทองมั่น

ช่วยกำกับการแสดง นิมิตร พิพิธกุล
กำกับเวที ดวงพร เรืองอำไพภัทร
ดวงกมล โพธิ์ปริสุทธิ์
อุปกรณ์ประกอบฉาก กอบชัย ชูโต
ดวงกมล โพธิ์ปริสุทธิ์
ฉาก ปริญญา สุทธิประเสริฐ
เจษฎธวัช ชวนะพงศ์
นรเศรษฐ์ สุภัณวงษ์
เมธา สกุลช่างสัจจะทัย

ละครเวที “คือผู้อภิวัฒน์” รอบปกติ


ละครเวทีสร้างสรรค์....ที่ไม่ธรรมดา
เรื่องราวชีวประวัติ รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์


“คือผู้อภิวัฒน์”

ละครเวทีร่วมสมัยที่นำกลับมาแสดงมากครั้งที่สุดของพระจันทร์เสี้ยวการละคร เป็นบทละครเวทีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดของละครไทยในแนวทาง Breachtian และเป็นละครเวทีเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่เข้มข้นทั้งความคิดและรูปแบบการนำเสนอ
ร่วมแสดงในวาระครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปีรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ครบรอบ๗๘ ปี การอภิวัฒน์ไทย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ครบรอบ ๑๕ ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์‏ และพิธีเปิดห้องนิทรรศการ “ห้องแห่งแรงบันดาลใจ ปรีดี พนมยงค์”

จัดแสดง ณ หอประชุม สถาบันปรีดี พนมยงค์
แสดงวันที่ 2, 3 และ 4 กรกฏาคม 2553 (รวม 5 รอบ)
เวลา 19.30 / เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 14.30 น.

และจะเดินทางไปสัญจรแสดงที่ม.ช. อีก 2 รอบ ในเดือนสิงหาคม 2553 นี้

บัตรราคา 300 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 250 บาท)
สำรองที่นั่งได้ที่ 083 995 6040 และ 081 525 7671

พิเศษ... หลังรอบบ่ายเสาร์-อาทิตย์ มีเสวนาหลังละคร
“คนกับละคร...ละครกับสังคม”
ร่วมพูดคุยกับ คุณคำรณ คุณะดิลก, คุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย และ คุณสินีนาฏ เกษประไพ
วันเสาร์ 3 มิ.ย.2553 ดำเนินรายการโดย อ.ภาสกร อินทุมาร
วันอาทิตย์ 4 มิ.ย.2553 ดำเนินรายการโดย อ.อภิรักษ์ ชัยปัญหา

26 June 2010

"คือผู้อภิวัฒน์" วาระแรก

ละครเวที “คือผู้อภิวัฒน์” (ในวาระแรก)

เมื่อปี พ.ศ.2530 ละครเวที “คือผู้อภิวัฒน์” ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน และเปิดแสดงจริงในวันที่ 3, 4, 5 และ 10, 11, 12 กรกฎาคม ณ หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้จัดขึ้น โดยมิใช่มีเพียงวัตถุประสงค์และเหตุผลที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเท่านั้น หากจุดประสงค์ที่แท้จริงของการจัดละครในครั้งนั้น ต้องการที่จะนำเสนออุดมการณ์ของท่านที่มีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้น ในวิถีต่างๆ โดยหวังที่จะสื่อผ่านรูปแบบการละครเพื่อเป็นการตั้งคำถามว่าอุดมการณ์เหล่านี้จะได้รับการตอบขานเช่นไรจากสังคมและชนรุ่นใหม่ของสังคมไทย และวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งในการจัดทำละครคือการหารายได้เพื่อร่วมสมทบทุนในการก่อสร้าง “สถาบันปรีดี พนมยงค์”


ละครเรื่องนี้ได้ถูกกำหนดไว้แต่แรกแล้วว่าให้เป็น ละครเอพิค (Epic Theatre) และเป็นชีวประวัติของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ด้วยเหตุผลที่ว่า Epic Theatre เป็นละครที่ไม่เน้นอารมณ์ แต่มุ่งให้เกิดความหมายทางด้านความคิดและสติปัญญาในขณะรับชม ละครในรูปแบบนี้เป็นผลผลิตทางความคิดของ “แบร์ทอลท์ เบรคชท์” (Bertolt Brecht) นักการละครชาวเยอรมัน ซึ่งบทละครที่มีชื่อเสียงของเขาไดรับการนำมาทำเป็นละครเวทีโดยนักการละครชาวไทยแล้วหลายเรื่อง อาทิ กาลิเลโอ คนดีที่เสฉวน และ แม่ค้าสงคราม



คำรณ คุณะดิลก เคยกล่าวถึง การเลือกใช้ศิลปะกับละครเรื่องนี้ว่า “...ละครก็เป็น อิลลูชั่น (Illusion) หรือ ภาพหลอนชั้นหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ระวังก็จะสร้างภาพหลอน ๒ ชั้นให้คนดูปวดหัวได้ อันนี้ผมเอามาจากหลักของ อังตวน อาร์โตด์ (Antoin Artaud) อาร์โตด์ เป็นนักกละครรุ่นใหม่ของฝรั่งเศส่ แล้วที่เลือกชีวะประวัติท่านปรีดีก็เพราะอยากจะทดลองงานสัก ๓ อย่าง คือ การทำละครชีวประวัติมันยาก ยากเรื่องข้อมู้ลและความถูกต้อง แล้วข้อเขียนของอาจารย์ปรีดีเอง รวมทั้งข้อเขียนของคนอื่นๆ เกี่ยวกับท่าน ก็มักจะเป็นวิชาการมากๆ ผมไม่กล้าใส่ไข่นัก แต่ก็จะสร้างให้ Dramatic ตึงเครียดเพื่อดึงคนดูด ใช้แทนความสนุกสนานแบบธรรมดาๆ...

...อีกอย่าง ก็อยากจะฝึกนักแสดงละครรุ่นใหม่เอาเป็นกลุ่มทเลย คัดเฉพาะนักศึกษาปี ๒ หมด ไม่เคยแสดงมาก่อน ชาย ๖ หญิง ๖ ดูซิว่า เขาจะมีพลังไหมบนเวที ฝึกมาหลายอาทิตย์ทำท่าว่าสักครึ่งมีแววเป็นนักแสดงได้

แล้วประเด็นสุดท้ายที่เลือกรูปแบบละครนี้ เอาชีวิตอาจารย์ปรีดีมาทำก็เพราะเห็นว่าท่านสมถะ เรียบง่าย แต่พุ่งเข้าชนปัญหา รูปแบบละครของเราก็จะสมถะ มีแสง มีเสียง แต่ไม่มีฉาก เพลงประกอบเป็นเพลงธรรมศาสตร์บ้าง เพลงชาติผรั่งเศสบ้าง เพลงคนทำทาง เพลงต้นกล้า และเพลงแองแตร์นาซิอองนาล...”

บทละครเรื่อง คือผู้อภิวัฒน์ ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆกับการค้นหาการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และนามธรรม โดยการจัดองค์ประกอบการเคลื่อนไหว การยืนที่มีความหมายบนแท่นลาดเอียงสีดำ 3 แท่น ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามจุดต่างๆ ของเวที เพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวประวัติของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ตลอดอายุขัย รูปแบบของละครไม่เน้นฉากอุปกรณ์ที่ใหญ่โตอลังการ เสื้อผ้านักแสดงยืนพื้นที่ชุดผ้าดำ เพื่อการเคลื่อนไหวที่สะดวก โดยใช้แนวทางของ Poor Theatre อันเป็นวิธีคิดที่ได้มาจากการทำ Theatre Lab ของ เจอร์ซี่ โกรโทสกี้ ที่มีปรัชญาความคิดหลักที่ว่า หัวใจของการแสดงอยู่ที่ร่างกาย มิใช่องค์ประกอบภายนอกที่ไม่จำเป็น

การเลือกรูปแบบนี้มารองรับเพราะเรื่องราวของอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ มีหัวใจหลักของเรื่องอยู่ที่แก่นความคิด การนำเสนอภาพองค์ประกอบภายนอกที่ใหญ่โตหรูหราเกินความจำเป็นจะทำให้พลังของสารสาระไม่ถูกขับออกมา

ละครเรื่องนี้สามารถบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ไทยได้อย่างครอบคลุม เข้มข้น อาทิ เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475, ขบวนการเสรีไทย ฯลฯ ซึ่งถือเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์บนละครเวที


ในขั้นต้นนั้นทางสภานักศึกษาได้ประกาศรับสมัครนักแสดงละครเวทีใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมโครงการตามความตั้งใจของครูคำรณ ที่ต้องการจะสร้างนักแสดงรุ่นใหม่ขึ้นเฉพาะสำหรับโครงการ และมีนักศึกษาเข้าร่วมสมัครทั้งสิ้นร่วม 100 คน เข้าร่วมการฝึกฝนโดยเริ่มต้น Warm up ร่างกายในลักษณะการฝึกการหายใจ การปรับการเคลื่อนไหว การฝึกทางด้านของพลัง Force & Dynamic เป็นเบื้องต้น การฝึกฝนในรูปแบบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการแสดงที่แปลกใหม่มากในยุคนั้น


กลุ่มนักศึกษาที่เข้าร่วม Work shop จำนวนเกือบ 100 คนลดจำนวนลงเหลือเพียง 15 คน ด้วยการฝึกทางร่างกายที่ค่อนข้างหนักและใช้เวลานานถึง 1 ปี ในที่สุดก็สมารถคัดเลือกนักแสดงหลัก ประกอบด้วยชาย 6 คน หญิง 6 คน ภายใต้การใช้ชื่อกลุ่มทางการแสดงว่า “นักแสดงไร้ชื่อ”


หลังจากที่ละคร คือผู้อภิวัฒน์ ออกแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสร็จสิ้นลง ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี และก่อกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ ในเชิงรูปแบบที่โดดเด่นและเนื้อหาที่เฉียบคม โดยเฉพาะฉากที่ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษคือ “ฉากรีรีข้าวสาร” อันเป็นการละเล่นของไทยที่ถูกนำมาเทียบเคียงกับการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของการขึ้นครองอำนาจได้อย่างน่าสนใจจนได้รับคำเรียกร้องให้กลับมาจัดแสดงใหม่เป็นครั้งที่ 2 ณ หอศิลป์ พีระศรี โดยเปิดการแสดงในวันที่ 30-31 ตุลาคม และวันที่ 6-7-8 พฤศจิกายน หลังจากนั้นจึงเดินทางขึ้นไปยังจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเปิดการแสดง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งสิ้น 4 รอบ และเปิดการแสดงที่จังหวัดปัตตานีอีก 2 รอบ การจัดการแสดงในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อคณะละครเป็น “กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว(ใหม่)”

กำหนดการ :
๒๗ มิถุนายน และ ๓,๔,๕,๑๐,๑๑,๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๐
หอศิลปวัฒนธรรม (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ

๓๐,๓๑ ตุลาคม และ ๖,๗,๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๐
หอศิลป์ พีระศรี กรุงเทพ

กำกับการแสดง :

คำรณ คุณะดิลก

นักแสดง
ปรีดี นิติธร เยี่ยมสมบัติ
ทรง ไตรรัตน์ เฑียรฆชาติ
แปลก นิมิตร พิพิธกุล
ประยูร, สายสีมา นันทฤทธิ์ พัฒนสุวรนันทร์
พลอย วัลลภา อิ่มในพงษ์
ผู้บรรยาย วิไล ลีนะเสจริญกุล
ผู้บรรยาย สุวรรณี นำพิทักษธ์ชัยกุล
พูนศุข สุวรรณี กัลยาณสันต์
ผู้เล่าเรื่อง พิมพกา โตวิระ
เล็ก จันทร์ช่วง องค์ศิริวิทยา
พหล ยิ่งยอดก มัญชุวิสิฐ
มโน สุเมธ นุรักษณ์

ทีมงาน :

ผู้จัดการทั่วไป วิทเยนทร์ มุตตามระ
ศิลปกรรม วินัย สัตตะรุจาวงษ์
ประชาสัมพันธ์ วินัย สัตตะรุจาวงษ์, อัญชนา สุนทรพิทักษ์, สิริปรียารี บุณยรัตพันธุ์
ฝ่ายการแสดง ดวงดาว คำพุท, กิตติพร ใจบุญ, พรรณวดี จันโทลิก, ยุพา พิพัฑน์พวงทอง, เสาวนีย์ ดุษฎีสุรพจน์
แสง ปิยฉัตร ประยูรเวช
เสียง ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์

25 June 2010

คือผู้อภิวัฒน์รอบแรก

ละครเวที คือผู้อภิวัฒน์ รอบแรก รอบพิเศษ ๑๕.๐๐ น. แสดงแล้วที่หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์


ชมภาพจากการแสดง




อ่านบางส่วนจากบทวิจารณ์เมื่อเปิดแสดงครั้งแรก เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว


คือผู้อภิวัฒน์ แบบฝึกหัดขั้นสูงที่สมบูรณ์ของศิลปะการละคร

“...ในด้านของเทคนิคและกลวิธีการละคร คือผู้อภิวัฒน์ เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นแบบฝึกหัดขั้นสูงที่สมบูรณ์ของศิลปะการละคร จะว่าเป็นละคร ‘เอพิค’ ตามแบบฉบับของเบรคชท์อย่างตายตัวก็เห็นจะไม่ใช่ ผู้กำกับการแสดงคงจะได้สั่งสมความรู้ในด้านกลวิธีมาอย่างกว้างขวาง และก็สามารถติดต่อเลยไปจากเท็คนิคที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แม้กระทั่งการเล่นพื้นบ้านของไทยบางอย่างก็นำมาใช้ได้อย่างเหมาะเจาะ เช่นในฉากที่แสดงให้เห็นถึงการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาครอบครองอำนาจทางการเมืองของคนบางกลุ่มในสังคมไทย ก็มีการนำเอาการละเล่น ‘รีรีข้าวสาร’ มาสื่อความซ้ำซากจำเจของปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อย่างดียิ่ง
ในด้านของลักษณะที่เป็นละครแบบ ‘เล่าเรื่อง’ ก็พัฒนาไปได้ไกลกว่าละครของเบรคช์เสียอีก คือมิได้ใช้ตัวละครที่รับหน้าที่เฉพาะเป็นผู้เล่าเรื่อง เช่นในละครเรื่อง กาลิเลโอ หรือ วงกลมคอเคเชียน แต่ให้ตัวแสดงผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่นี้ บางครั้งก็ให้ตัวละครที่กำลังรับบทบาทการแสดงละครอยู่เปลี่ยนจากการแสดงมาเป็นการเล่าเรื่องโดยฉับพลัน ซึ่งก็น่าประหลาดที่มิได้เป็นการทำให้เสียรสแต่ประการใด เพราะแทนที่เราจะเกิดความรู้สึกว่าการแสดงสะดุดหยุดลง เราก็เพียงแต่รู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนจังหวะเท่านั้น นับเป็นนวกรรมทางศิลปะการแสดงที่น่าจะได้มีการพัฒนากันต่อไป

ในด้านของการใช้คนดูให้เป็นส่วนหนึ่งของละคร ที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า audience participation ก็เป็นไปในแบบที่เราในฐานะผู้ชมตั้งตัวรับไม่ทัน ตัวละครเดินลงจากเวทีมาแจก ‘ประกาศคณะราษฎร’ ที่เป็นเอกสารอัดสำเนาให้แก่ผู้ชม (ขอตั้งข้อสังเกตว่า กระดาษที่ใช้อัดสำเนา คุณภาพเลวมาก คงจะเป็นไปตามทุนรอบอันจำกัดจำเขี่ยของผู้จัดแสดง ถ้าเป็นละครโรงอื่นคงใช้กระดาษอาร์ตชั้นดีเป็นแน่!) กลวิธีที่ว่านี้ไปได้ไกลกว่าละครของเบรคช์ คือแทนที่จะฝากสาส์นจากตัวบทละครให้ผู้ชมกลับไปคิดที่บ้าน (เช่นกรณีของปัจฉิมบทของ คนดีที่เสฉวน) ผู้ชมกลับได้สาส์นในรูปของเอกสารติดมือกลับไปอ่านที่บ้าน เป็นการให้โอกาสผู้ชมให้วินิจฉัยด้วยตัวเอง และก็มีผู้ชมจำนวนหนึ่งที่คิดค้านทัศนะของ ‘คณะราษฎร’ นั่นคือการวางตัวเป็นกลางในการสร้างละครประวัติศาสตร์ ด้วยการให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ‘เปิดปากพูดด้วยตัวเอง’ เป็นการปลุกวิจารณญาณของผู้ดูผู้ชมในกรอบของวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์

ในตอนจบเรื่องก็เช่นกัน ผู้แสดงนำกล่าวไว้กับผู้ชมว่า เขาไม่สามารถที่จะเผยแสดงความจริงบางประการในขณะนี้ได้ และขอฝากไว้ให้เป็นเรื่องของอนาคตเป็นการเปิดทางไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่อยู่นอกกรอบของงานศิลปะ ละครจริงๆ อาจจะหยุดด้วยเงื่อนไขของเวลาเมื่อตัวผู้อภิวัฒน์ถึงแก่อสัญกรรม แต่ละครในจินตนาการและในความนึกคิดของผู้ดูยังดำเนินต่อไป ผู้ชมได้การบ้านอันหนักหน่วงติดตัวไปด้วย เป็นการเปิดประตูไปสู่ความหวังว่า โลกแห่งอนาคตจะเป็นโลกที่ดีกว่าปัจจุบัน เพราะจะเป็นโลกที่กล้าเผชิญกับความจริง
ถ้าเบรคช์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะภาคภูมิใจเป็นอันมากว่า เขามีเพื่อนในประเทศโพ้นทะเลที่นำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของเขาไปคิดต่อและไปประยุกต์ใช้ได้อย่างดี อาจจะดีกว่าที่เขาลงมือทำเอง หรือที่สานุศิษย์ของเขาในเยอรมันเองได้ทำมาแล้วเสียอีก

เขียนโดย เจตนา นาควัชระ
บางตอนจากบทความเรื่อง คือผู้อภิวัฒน์...ทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย
พิมพ์ครั้งแรก : ถนนหนังสือ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒ (สิงหาคม ๒๕๓๐)

สำหรับผู้สนใจชมรอบปกติ
แสดง ๒,๓ และ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น. (เสาร์ อาทิตย์ เพิ่มรอบ ๑๔.๓๐ น.)
บัตรราคา ๓๐๐ บาท (นักเรียน นักศึกษา ๒๕๐ บาท)
สำรองที่นั่ง โทรศัพท์ ๐๘๓ ๙๙๕๖๐๔๐ และ ๐๘๑ ๕๒๕๗๖๗๑

24 June 2010

"คือผู้อภิวัฒน์" วันนี้แสดงเป็นรอบแรก



จะเปิดการแสดงรอบแรกในวันนี้ เวลา 15.00 น. นับว่าเป็นการแสดงในวาระที่ 5 หรือ นักแสดงรุ่นที่ 5 ละคร "คือผู้อภิวัฒน์" เป็นละครที่นำกลับมาแสดงมากครั้งที่สุดของพระจันทร์เสี้ยวการละคร และเปิดทำการแสดงมามากกว่า 100 รอบ

รายชื่อนักแสดง
เกรียงไกร ฟูเกษม, กวินธร แสงสาคร, จิรัฏชพงศ์ เรืองจันทร์, สุรชัย เพชรแสงโรจน์, จีรณัทย์ เจียรกุล, คฑาวุธ ดวงอินทร์, ช่อลดา สุริยะโยธิน, ศรวณี ยอดนุ่น, สุกัญญา เพี้ยนศรี, อรุณโรจน์ ถมมา, ลัดดา คงเดช, วงศิริ ดีระพัฒน์

ทีมงาน
ผู้เขียนบท: คำรณ คุณะดิลก
ผู้กำกับการแสดง: สินีนาฏ เกษประไพ
ผู้กำกับเทคนิค/ออกแบบแสง: ทวิทธิ์ เกษประไพ
ผู้ช่วยผู้กำกับ: เกรียงไกร ฟูเกษม, กวินธร แสงสาคร
ผู้กำกับเวที: เบญจ์ บุษราคัมวงศ์
ฝึกเสียงและสอนร้องเพลง: ช่อลดา สุริยะโยธิน
กำกับดนตรี: คานธี อนันตกาญจน์
นักดนตรี: คานธี อนันตกาญจน์, พฤฒิรณ นันทโววาทย์
ผู้ประสานงาน/อุปกรณ์ประกอบ: ชาคริยา ถิ่นจะนะ
ออกแบบเสื้อผ้า: ประวิทย์ หิรัญพฤกษ์
ประชาสัมพันธ์: วรัญญู อิทรกำแหง
ควบคุมแบบแสง: สุมนา สุมนะกุล
ควบคุมเสียง: อุ้ย
ฝ่ายบัตร: ดลฤดี จำรัสฉาย, ณัชศลิษฏา วัลย์ณัฐประภา
ฝ่ายเทคนิค: ชัยวัฒน์ คำดี, พลัฏ สังขกร, ฉันทิกา โชติขจรไทย
ถ่ายวิดิโอ: เสี้ยวเขนโปรัดกชั่น
ถ่ายภาพ: จีรณัทย์ เจีบรกุล และ วิชย อาทมาท
ออกแบบโปสเตอร์และสิ่งพิมพ์: วิชย อาทมาท
ดูแลการผลิต: ฟารีดา จิราพันธุ์ และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร


ขอบคุณ
สถาบันปรีดี พนมยงค์, กลุ่มเบบี้ไมม์, คุณอภิศักดิ์ สนจด, คุณพิณทิพย์ สัตย์เพริศพราย, คุณนิมิตร พิธกุล, คุณธีรวัฒน์ รุจินธรรม, สื่อมวลชนทุกท่าน, พี่ๆน้องๆพระจันทร์เสี้ยวการละครทุกรุ่น และน้องๆฝึกงานทุกคน ออม, ข้างฟ่าง, ลิน, ขวัญ, โบว์, เบริ์ด, อิง

ขอขอคุณผู้ให้การสนับสนุน
มูลนิธิปรีดี พนมยงค์
ปตท.
บริษัท GOT

และผู้ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม
บริษัทบุญรอดเทรดดิ้ง
คุณพิมพ์นิภา คำมีศิลป์


22 June 2010

วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๓


ขอเชิญท่านร่วมงาน ครบรอบ ๗๘ ปี การอภิวัฒน์ไทย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ งานครบรอบ ๑๕ ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์ พิธีเปิดห้องแห่งแรงบันดาลใจ ปรีดี พนมยงค์ การแสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๓ และ การแสดงละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์”



ภาพจากห้องแห่งแรงบันดาลใจ ปรีดี พนมยงค์



ห้องนี้เดิมเป็นสำนักงานและห้องสมุด อยู่เหนือขึ้นไปอีกชั้นจากละครโรงเล็ก Crescent Moon space และจะเป็นห้องนิทรรศการถาวร เปิดให้ผู้สนใจเข้าชม


ดูเพิ่มเติมที่
http://www.pridiinstitute.com/