30 September 2010
29 September 2010
27 September 2010
31 August 2010
บทวิจารณ์ "คือผู้อภิวัฒน์" ใน FineArtsMag
คือผู้อภิวัฒน์ เบรคชท์ และผม
เขียนโดย ภาสกร อินทุมาร
จากนิตยสาร Fine Arts Magazine ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2553
กรกฎาคม 2530 ผมมีโอกาสดูละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ที่ “หอเล็ก” (ชื่อจริงในสมัยนั้นคือ หอศิลปวัฒนธรรม ชื่อจริงในปัจจุบันคือ หอประชุมศรีบูรพา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้จัดคือสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ โดยมี คำรณ คุณะดิลก เป็นผู้เขียนบทและกำกับการแสดง ในครั้งนั้น ผมยังไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับการละคร และยังไม่เคยดูละครเวที การได้ดูละครเรื่องนี้สร้างความแปลกใจให้กับผมอยู่พอสมควร เพราะดูจะเป็นละครที่ประหลาด ประหลาดเพราะว่า แรกทีเดียวนั้นผมเข้าใจว่าละครเรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของ “อาจารย์ปรีดี พนมยงค์” ผู้อภิวัฒน์การปกครอง พ.ศ. 2475 แต่เหตุใดเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ปรีดีผู้ซึ่งมีตัวตนจริง จึงมี “แม่พลอย” ตัวละครเอกจากวรรณกรรมเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ผมเคยอ่าน เข้ามาปรากฏ และยังมี “สาย สีมา” ตัวละครที่ผมประทับใจ
อย่างยิ่งจากวรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เข้ามาด้วย ความประหลาดยังมีมากกว่านี้ เพราะว่าในหลายๆครั้งนักแสดงที่กำลังแสดงเป็นตัวละครในเรื่องก็หันมาพูดกับคนดู รวมทั้งนักแสดงคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นตัวละครต่างๆได้มากมาย โดยนักแสดงทุกคนจะใส่ชุดดำเป็นพื้นฐาน (ยกเว้นผู้แสดงเป็นอาจารย์ปรีดี) พอเป็นตัวละครหนึ่งก็เอาเสื้อหรือผ้ามาใส่ประกอบเพื่อให้รู้ว่าเป็นตัวละครใด พอเปลี่ยนเป็นตัวละครตัวใหม่ ก็เอาเสื้อหรือผ้าอีกลักษณะหนึ่งมาเปลี่ยน เช่น คนที่เล่นเป็นแม่พลอยก็แค่เอาสไบมาห่ม พอหมดบทแม่พลอย ก็เอาสไบออก ไปเป็นตัวละครอื่นๆต่อไป เป็นต้น ฉากหลังของละครก็เป็นผืนผ้าสีดำ บนเวทีก็มีแท่นสีดำๆอยู่ 3 แท่น จัดวางเปลี่ยนที่ไปมาในแต่ละฉากต่อหน้าคนดู และคนที่จัดวางแท่นเหล่านี้ก็คือนักแสดง!
นี่คือละครประเภทใดกัน ผมสงสัย พอได้ไปอ่านบทวิจารณ์ละครเรื่องนี้ที่ ศาสตราจารย์ ดร.เจตนา นาควัชระ เขียนไว้ในนิตยสาร “ถนนหนังสือ” ฉบับเดือนสิงหาคม 2530 ก็ได้ความว่าละครแบบนี้เรียกว่าละคร “เอพิค” (Epic Theatre) ซึ่งเป็นรูปแบบละครที่สร้างขึ้นโดย แบร์ทอล์ท เบรคชท์ (Bertolt Brecht) นักการละครชาวเ
ยอรมัน แต่อาจารย์เจตนาก็ได้กล่าวว่า “จะว่าเป็นละคร “เอพิค” ตามแบบฉบับของเบรคชท์อย่างตายตัวก็เห็นจะไม่ใช่ ผู้กำกับการแสดงคงจะได้สั่งสมความรู้ในด้านกลวิธีมาอย่างกว้างขวางและก็สามารถคิดต่อเลยไปจากเทคนิคที่ใช้กันอยู่ทั่วไป... การที่ผู้กำกับการแสดงนำเทคนิคที่เรียกว่าการ “ตัดแปะ” (collage) มาใช้นั้นนับว่าทำได้อย่างน่าสนใจมาก... เพราะทั้งแม่พลอยจาก สี่แผ่นดิน และ สาย สีมา จาก ปีศาจ ก็ปรากฏตัวในละครเรื่องนี้ การนำเอาวรรณกรรมที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักมาสอดแทรกไว้ในละครเรื่องใหม่เป็นการกระตุ้นให้ผู้ชม “หยุดคิด” และ “ฉุกคิด” ในกรณีของสี่แผ่นดิน ผู้สร้างบทให้โอกาสแม่พลอยออกมาแสดงความฉงนสนเท่ห์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เธอรับไม่ได้ถึงสองครั้งสองครา และในครั้งที่สองนั้น แม่พลอยเดินออกจากบท ผละหนีออกจากกรอบของวรรณกรรมเรื่องสี่แผ่นดิน ไปร้องเรียนต่อ “คุณชาย” แห่งซอยสวนพลูว่าเธอไม่อาจรับความเปลี่ยนแปลงอันแสนจะปวดร้าวได้ ผมต้องยอมรับว่ายังไม่เคยชมละครเรื่องใด ทั้งไทยและเทศ ที่นำเอาเทคนิค “การทำให้แปลก” (ซึ่งเป็นมรดกของเทคนิคการแสดงที่เบรคชท์เรียกว่า “Verfremdung”) มาใช้ในเชิงสร้างสรรค์ซึ่งสร้างทั้งความคิดและความบันเทิงได้ดีเท่านี้ ในกรณีของนวนิยาย ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ นั้น ก็มีการตัดตอนมาจากฉากที่เจ้าคุณพ่อของรัชนีจัดงานเลี้ยงอันใหญ่โต และใช้โอกาสนั้นบริภาษ สาย สีมา และเมื่อสาย สีมา ตอบโต้ว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า” ผู้ชมก็เข้าใจได้ทันทีว่าปีศาจสัมพันธ์กับคือผู้อภิวัฒน์อย่างไร...”
จริงดังอาจารย์เจตนาว่า เพราะทั้งแม่พลอยและสาย สีมา ได้ทำให้ผมทั้งหยุดคิดและฉุกคิด ว่าในขณะที่ผู้คนในยุคสมัยของเราต่างเชื่อว่าประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่ในปี 2475 นั้น ผู้ทำการอภิวัฒน์การปกครองกลับเป็นเสมือนดั่งปีศาจที่คนในอำนาจเก่าเกลียดชังและไม่ยอมรับ และหากละครเรื่องนี้ไม่ใช้ “การทำให้แปลก” เช่นนี้ แต่เล่าเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ปรีดีไปเรื่อยๆจากต้นจนจบ วัยรุ่นอายุ 18 อย่างผมคงจะไม่ได้หยุดคิดและฉุกคิดเป็นแน่ คงได้แต่เพียงรับรู้เรื่องราวชีวิตของอาจารย์ปรีดีที่อ่านจากหนังสือก็คงจะไม่ต่างกันนัก
กรกฎาคม 2553 ผมมีโอกาสดูละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” อีกครั้ง ครั้งนี้จัดแสดงที่ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ละครคราวนี้ยังคงบทละครเดิม แต่กำกับการแสดงโดย สินีนาฏ เกษประไพ แห่ง “พระจันทร์เสี้ยวการละคร” ผู้ได้รับรางวัล “ศิลปาธร” สาขาศิลปะการแสดง ปี 2551 การดูละครในครั้งนี้ต่างจากเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ในครั้งนี้ผมได้ผ่านการทำความรู้จักกับเบรคชท์มามากขึ้น ผมได้รู้ว่าเบรคชท์ไม่เห็นด้วยกับละครตามหลัก “กวีศาสตร์” (The Poetics) ของอริสโตเติล ที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสงสารและกลัว (pity and fear) และปลดเปลื้องความรู้สึกเมื่อละครจบลง (catharsis) รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับละครสมัยใหม่ในแบบ “สัจนิยม” (Realism) ที่ผู้ชมเป็นดั่งผู้เฝ้ามองเรื่องราวชีวิตของผู้อื่น และเดินออกจากโรงละครไปโดยไม่ต้องมีเรื่องค้างคาใจให้คิดต่อ ซึ่งเบรคชท์เห็นว่าละครเช่นนี้ทำลายพลังทางสติปัญญาของผู้ชม เบรคชท์ต้องการให้ละครเป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้ชมคิด และ “การทำให้แปลก” ทั้งการไม่ซ่อนดวงไฟที่ใช้ส่องเวที การพูดกับคนดู ซึ่งในบางกรณีให้คนดูช่วยคิดหาตอนจบให้กับละครด้วย การใช้ผู้เล่าเรื่อง (narrator) ฯลฯ ก็คือเครื่องมือที่จะทำให้ผู้ชมไม่เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่นำเสนอ หรือบางครั้งที่ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราว เบรคชท์ก็จะตัดอารมณ์ด้วยการให้นักแสดงหันมาพูดกับคนดูบ้าง หรือใช้วิธีอื่นๆบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมคิด บางทีก็กระตุ้นให้ผู้ชมคิดคัดง้างกับละครอีกด้วย
บทวิจารณ์ละครเรื่องนี้ที่อาจารย์เจตนาเขียนในปี 2530 มีชื่อว่า “คือผู้อภิวัฒน์... ทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย” การที่อาจารย์ตั้งชื่อบทความเช่นนี้ก็เพราะในช่วงเวลานั้นสถานการณ์ละครเวทีไทยดูจะน่าเป็นห่วง เพราะละครส่วนใหญ่กำลังเดินตามฝรั่งในลักษณะลอกเลียนแบบ แต่สำหรับ “คือผู้อภิวัฒน์” นั้น อาจารย์เจตนากล่าวถึงว่า “ถ้าเบรคชท์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะภาคภูมิใจเป็นอันมากว่า เขามีเพื่อนในประเทศโพ้นทะเลที่นำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของเขาไปคิดต่อและไปประยุกต์ใช้ได้อย่างดี อาจจะดีกว่าที่เขาลงมือทำเอง หรือที่สานุศิษย์ของเขาในเยอรมันเองได้ทำมาแล้วเสียอีก...” และนี่กระมังที่อาจารย์บอกว่าเป็นทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย สำหรับผมที่ได้ดูละครเรื่องนี้ในปีนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าละครเวทีไทยกำลังมืดมนอยู่หรือไม่ ผมรู้แต่เพียงว่าละครเรื่องนี้ทำให้ผมซึ่งเป็นคนดูแจ่มใส เป็นความแจ่มใสที่เกิดจากการหยุดคิดและฉุกคิดกับสิ่งที่ละครพูดกับผม
การดูละครเรื่องนี้อีกครั้งไม่ได้ทำให้ผมหยุดคิดหรือฉุกคิดในเรื่องเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ในครั้งนี้ก็คือ ไม่ว่าละครเวทีไทยจะแจ่มใส หรือหม่นหมอง แต่สังคมไทยที่ซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างที่เป็นอยู่ในปี 2553 นี้ เราต้องการละครที่ทำให้คนคิด มากกว่าละครที่ทำให้คนดูเชื่อตาม
เขียนโดย ภาสกร อินทุมาร
จากนิตยสาร Fine Arts Magazine ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2553
กรกฎาคม 2530 ผมมีโอกาสดูละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ที่ “หอเล็ก” (ชื่อจริงในสมัยนั้นคือ หอศิลปวัฒนธรรม ชื่อจริงในปัจจุบันคือ หอประชุมศรีบูรพา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้จัดคือสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ โดยมี คำรณ คุณะดิลก เป็นผู้เขียนบทและกำกับการแสดง ในครั้งนั้น ผมยังไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับการละคร และยังไม่เคยดูละครเวที การได้ดูละครเรื่องนี้สร้างความแปลกใจให้กับผมอยู่พอสมควร เพราะดูจะเป็นละครที่ประหลาด ประหลาดเพราะว่า แรกทีเดียวนั้นผมเข้าใจว่าละครเรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของ “อาจารย์ปรีดี พนมยงค์” ผู้อภิวัฒน์การปกครอง พ.ศ. 2475 แต่เหตุใดเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ปรีดีผู้ซึ่งมีตัวตนจริง จึงมี “แม่พลอย” ตัวละครเอกจากวรรณกรรมเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ผมเคยอ่าน เข้ามาปรากฏ และยังมี “สาย สีมา” ตัวละครที่ผมประทับใจ
อย่างยิ่งจากวรรณกรรมเรื่อง “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ เข้ามาด้วย ความประหลาดยังมีมากกว่านี้ เพราะว่าในหลายๆครั้งนักแสดงที่กำลังแสดงเป็นตัวละครในเรื่องก็หันมาพูดกับคนดู รวมทั้งนักแสดงคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นตัวละครต่างๆได้มากมาย โดยนักแสดงทุกคนจะใส่ชุดดำเป็นพื้นฐาน (ยกเว้นผู้แสดงเป็นอาจารย์ปรีดี) พอเป็นตัวละครหนึ่งก็เอาเสื้อหรือผ้ามาใส่ประกอบเพื่อให้รู้ว่าเป็นตัวละครใด พอเปลี่ยนเป็นตัวละครตัวใหม่ ก็เอาเสื้อหรือผ้าอีกลักษณะหนึ่งมาเปลี่ยน เช่น คนที่เล่นเป็นแม่พลอยก็แค่เอาสไบมาห่ม พอหมดบทแม่พลอย ก็เอาสไบออก ไปเป็นตัวละครอื่นๆต่อไป เป็นต้น ฉากหลังของละครก็เป็นผืนผ้าสีดำ บนเวทีก็มีแท่นสีดำๆอยู่ 3 แท่น จัดวางเปลี่ยนที่ไปมาในแต่ละฉากต่อหน้าคนดู และคนที่จัดวางแท่นเหล่านี้ก็คือนักแสดง!
นี่คือละครประเภทใดกัน ผมสงสัย พอได้ไปอ่านบทวิจารณ์ละครเรื่องนี้ที่ ศาสตราจารย์ ดร.เจตนา นาควัชระ เขียนไว้ในนิตยสาร “ถนนหนังสือ” ฉบับเดือนสิงหาคม 2530 ก็ได้ความว่าละครแบบนี้เรียกว่าละคร “เอพิค” (Epic Theatre) ซึ่งเป็นรูปแบบละครที่สร้างขึ้นโดย แบร์ทอล์ท เบรคชท์ (Bertolt Brecht) นักการละครชาวเ
ยอรมัน แต่อาจารย์เจตนาก็ได้กล่าวว่า “จะว่าเป็นละคร “เอพิค” ตามแบบฉบับของเบรคชท์อย่างตายตัวก็เห็นจะไม่ใช่ ผู้กำกับการแสดงคงจะได้สั่งสมความรู้ในด้านกลวิธีมาอย่างกว้างขวางและก็สามารถคิดต่อเลยไปจากเทคนิคที่ใช้กันอยู่ทั่วไป... การที่ผู้กำกับการแสดงนำเทคนิคที่เรียกว่าการ “ตัดแปะ” (collage) มาใช้นั้นนับว่าทำได้อย่างน่าสนใจมาก... เพราะทั้งแม่พลอยจาก สี่แผ่นดิน และ สาย สีมา จาก ปีศาจ ก็ปรากฏตัวในละครเรื่องนี้ การนำเอาวรรณกรรมที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักมาสอดแทรกไว้ในละครเรื่องใหม่เป็นการกระตุ้นให้ผู้ชม “หยุดคิด” และ “ฉุกคิด” ในกรณีของสี่แผ่นดิน ผู้สร้างบทให้โอกาสแม่พลอยออกมาแสดงความฉงนสนเท่ห์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เธอรับไม่ได้ถึงสองครั้งสองครา และในครั้งที่สองนั้น แม่พลอยเดินออกจากบท ผละหนีออกจากกรอบของวรรณกรรมเรื่องสี่แผ่นดิน ไปร้องเรียนต่อ “คุณชาย” แห่งซอยสวนพลูว่าเธอไม่อาจรับความเปลี่ยนแปลงอันแสนจะปวดร้าวได้ ผมต้องยอมรับว่ายังไม่เคยชมละครเรื่องใด ทั้งไทยและเทศ ที่นำเอาเทคนิค “การทำให้แปลก” (ซึ่งเป็นมรดกของเทคนิคการแสดงที่เบรคชท์เรียกว่า “Verfremdung”) มาใช้ในเชิงสร้างสรรค์ซึ่งสร้างทั้งความคิดและความบันเทิงได้ดีเท่านี้ ในกรณีของนวนิยาย ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ นั้น ก็มีการตัดตอนมาจากฉากที่เจ้าคุณพ่อของรัชนีจัดงานเลี้ยงอันใหญ่โต และใช้โอกาสนั้นบริภาษ สาย สีมา และเมื่อสาย สีมา ตอบโต้ว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า” ผู้ชมก็เข้าใจได้ทันทีว่าปีศาจสัมพันธ์กับคือผู้อภิวัฒน์อย่างไร...”
จริงดังอาจารย์เจตนาว่า เพราะทั้งแม่พลอยและสาย สีมา ได้ทำให้ผมทั้งหยุดคิดและฉุกคิด ว่าในขณะที่ผู้คนในยุคสมัยของเราต่างเชื่อว่าประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่ถูกต้องและเหมาะสม แต่ในปี 2475 นั้น ผู้ทำการอภิวัฒน์การปกครองกลับเป็นเสมือนดั่งปีศาจที่คนในอำนาจเก่าเกลียดชังและไม่ยอมรับ และหากละครเรื่องนี้ไม่ใช้ “การทำให้แปลก” เช่นนี้ แต่เล่าเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ปรีดีไปเรื่อยๆจากต้นจนจบ วัยรุ่นอายุ 18 อย่างผมคงจะไม่ได้หยุดคิดและฉุกคิดเป็นแน่ คงได้แต่เพียงรับรู้เรื่องราวชีวิตของอาจารย์ปรีดีที่อ่านจากหนังสือก็คงจะไม่ต่างกันนัก
กรกฎาคม 2553 ผมมีโอกาสดูละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” อีกครั้ง ครั้งนี้จัดแสดงที่ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ละครคราวนี้ยังคงบทละครเดิม แต่กำกับการแสดงโดย สินีนาฏ เกษประไพ แห่ง “พระจันทร์เสี้ยวการละคร” ผู้ได้รับรางวัล “ศิลปาธร” สาขาศิลปะการแสดง ปี 2551 การดูละครในครั้งนี้ต่างจากเมื่อ 23 ปีที่แล้ว ในครั้งนี้ผมได้ผ่านการทำความรู้จักกับเบรคชท์มามากขึ้น ผมได้รู้ว่าเบรคชท์ไม่เห็นด้วยกับละครตามหลัก “กวีศาสตร์” (The Poetics) ของอริสโตเติล ที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสงสารและกลัว (pity and fear) และปลดเปลื้องความรู้สึกเมื่อละครจบลง (catharsis) รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับละครสมัยใหม่ในแบบ “สัจนิยม” (Realism) ที่ผู้ชมเป็นดั่งผู้เฝ้ามองเรื่องราวชีวิตของผู้อื่น และเดินออกจากโรงละครไปโดยไม่ต้องมีเรื่องค้างคาใจให้คิดต่อ ซึ่งเบรคชท์เห็นว่าละครเช่นนี้ทำลายพลังทางสติปัญญาของผู้ชม เบรคชท์ต้องการให้ละครเป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้ชมคิด และ “การทำให้แปลก” ทั้งการไม่ซ่อนดวงไฟที่ใช้ส่องเวที การพูดกับคนดู ซึ่งในบางกรณีให้คนดูช่วยคิดหาตอนจบให้กับละครด้วย การใช้ผู้เล่าเรื่อง (narrator) ฯลฯ ก็คือเครื่องมือที่จะทำให้ผู้ชมไม่เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวที่นำเสนอ หรือบางครั้งที่ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราว เบรคชท์ก็จะตัดอารมณ์ด้วยการให้นักแสดงหันมาพูดกับคนดูบ้าง หรือใช้วิธีอื่นๆบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมคิด บางทีก็กระตุ้นให้ผู้ชมคิดคัดง้างกับละครอีกด้วย
บทวิจารณ์ละครเรื่องนี้ที่อาจารย์เจตนาเขียนในปี 2530 มีชื่อว่า “คือผู้อภิวัฒน์... ทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย” การที่อาจารย์ตั้งชื่อบทความเช่นนี้ก็เพราะในช่วงเวลานั้นสถานการณ์ละครเวทีไทยดูจะน่าเป็นห่วง เพราะละครส่วนใหญ่กำลังเดินตามฝรั่งในลักษณะลอกเลียนแบบ แต่สำหรับ “คือผู้อภิวัฒน์” นั้น อาจารย์เจตนากล่าวถึงว่า “ถ้าเบรคชท์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะภาคภูมิใจเป็นอันมากว่า เขามีเพื่อนในประเทศโพ้นทะเลที่นำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของเขาไปคิดต่อและไปประยุกต์ใช้ได้อย่างดี อาจจะดีกว่าที่เขาลงมือทำเอง หรือที่สานุศิษย์ของเขาในเยอรมันเองได้ทำมาแล้วเสียอีก...” และนี่กระมังที่อาจารย์บอกว่าเป็นทางอันแจ่มใสของละครเวทีไทย สำหรับผมที่ได้ดูละครเรื่องนี้ในปีนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าละครเวทีไทยกำลังมืดมนอยู่หรือไม่ ผมรู้แต่เพียงว่าละครเรื่องนี้ทำให้ผมซึ่งเป็นคนดูแจ่มใส เป็นความแจ่มใสที่เกิดจากการหยุดคิดและฉุกคิดกับสิ่งที่ละครพูดกับผม
การดูละครเรื่องนี้อีกครั้งไม่ได้ทำให้ผมหยุดคิดหรือฉุกคิดในเรื่องเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ในครั้งนี้ก็คือ ไม่ว่าละครเวทีไทยจะแจ่มใส หรือหม่นหมอง แต่สังคมไทยที่ซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างที่เป็นอยู่ในปี 2553 นี้ เราต้องการละครที่ทำให้คนคิด มากกว่าละครที่ทำให้คนดูเชื่อตาม
ชมภาพละคร "คือผู้อภิวัฒน์"
25 August 2010
Apiwat @ DPU
This Friday 27, Aug 2010 we will perform another 2 shows of "The Revolutionist 1932" at Dhurakij Pundit University.
คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ และ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ร่วมกับพระจันทร์เสี้ยวการละคร ภูมิใจเสนอ
คือผู้อภิวัฒน์
วันที่ 27 สิงหาคม 2553
เวลา 15.00 น. และ 18.30 น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
ชั้น 7 อาคาร ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ อนุสรณ์
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
บัตรนักศึกษา 50 บาท บุคลากรและบุคคลทั่วไป 100 บาท
จองบัตร และสอบถามเพิ่มเติมที่
คณะศิลปกรรมศาสตร์
โทร. 02 954 7300 ต่อ 680
คณะนิติศาสตร์ ปรีดี พนมยงค์ และ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ร่วมกับพระจันทร์เสี้ยวการละคร ภูมิใจเสนอ
คือผู้อภิวัฒน์
วันที่ 27 สิงหาคม 2553เวลา 15.00 น. และ 18.30 น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
ชั้น 7 อาคาร ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ อนุสรณ์
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
บัตรนักศึกษา 50 บาท บุคลากรและบุคคลทั่วไป 100 บาท
จองบัตร และสอบถามเพิ่มเติมที่
คณะศิลปกรรมศาสตร์
โทร. 02 954 7300 ต่อ 680
ป้ายกำกับ:
Crescent Moon Theatre,
พระจันทร์เสี้ยวการละคร
Just back from Chiang Mai
Crescent Moon Theatre just came back from Chiang Mai University after performed "The Revolutionist 1932" with warm wellcome and full-house audieces for 2 shows. Let's see the picture.
ชาวพระจันทร์เสี้ยวเพิ่งกลับมาจากเปิดการแสดงละครเวที "คือผู้อภิวัฒน์" ที่คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ผู้ชมเต็มและต้องเสริมเก้าอี้ทั้งสองรอบ เราขอขอบคุณคณะอาจารย์ น้องๆนักศึกษาจากโครงการ Do Drama ที่จัดงานและประสานงานในครั้งนี้ ชมภาพจากการทัวร์ได้เลย

ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชุมสาย ชั้น 8 จุผู้ชม 300 ที่นั่ง
บรรยากาศตอนซ้อม
นิทรรศการหน้างาน
ผู้ชมเต็มห้อง

เริ่มเรื่อง
ป้ายกำกับ:
Crescent Moon Theatre,
พระจันทร์เสี้ยวการละคร
Whisper of the River at Siam PARAGON
Our recent work "Whisper of the River"



แสดงโดย:
กำกับการแสดงโดย: สินีนาฏ เกษประไพ
a performance about river and human lives that performed on 18 Aug, 2010 in Thai Contemporary Event organized by Contemporary Office; Ministry of Culture.

ชมรูปการแสดง "เสียงกระซิบจากแม่น้ำ" วันที่ 18 สิงหาที่ผ่านมา ร่วมแสดงในงาน รวมมิตร ร่วมสมัย สร้างสรรค์ไทยสู่สากล ซึ่งจัดโดย สำนักร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ในช่วงวันที่ 17-22 สิงหาคม ที่สยามพารากอน


แสดงโดย:
ศรวณี ยอดนุ่น, จิรัชพงศ์ เรืองจันทร์, สุรชัย เพชรแสงโรจน์, จีรณัทย์ เจียรกุล, อรุณโรจน์ ถมมา, ลัดดา คงเดช และ วรศิริ ดีระพัฒน์
เล่นเงาโดย:
สุกัญญา เพี้ยนศรี และ เพลินเพลิน
ทีมงาน:
ทวิทธิ์ เกษประไพ และ ชัยวัฒน์ คำดี
กำกับการแสดงโดย: สินีนาฏ เกษประไพ
Directed by : Sineenadh Keitprapai
11 August 2010
Whisper of the River

ขอเชิญชมการแสดง “เสียงกระซิบจากแม่น้ำ” ในงาน รวมมิตรร่วมสมัย ณ สยามพารากอน
ณ ลานน้ำพุ สยามพารากอน ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 18.30 น.
ชมฟรี
(มีบรรยายไทย/อังกฤษ)
Crescent Moon Theatre
presents the open-air performance
Whisper of the River
In Contemporary Arts Event by Office of Contemporary Art And Culture , Ministry Of Culture
Aug 18,2010 Time 6:30 pm.
@ Siam PARAGON
Free Admission
(with Thai/English narration)
เสียงกระซิบจากแม่น้ำ
แสดงครั้งแรก ณ Ernst Nature Theatre, Miami University, Ohio, US ปี 2550
แสดงครั้งที่ 2 ในงานเทศกาลละครกรุงเทพ 2550 ณ สวนสันติไชยปราการ
แสดงครั้งที่ 3 ในงานมหกรรมดนตรีสร้างสุข ณ สวนลุมพินี ปี 2551
แสดงครั้งที่ 4 ในงานคอนเสริ์ต “คำขานรับ มด วนิดา” ณ หอประชุใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551
Whisper of the River
1st performed at Ernst Nature Theatre, Miami University, Ohio, US (2007)
2nd performed in Bangkok Theratre Festival 2007 at Santi Chaiorakarn Park (2007)
3rd performed at Saun Lumpini (2008)
4th performed in Concert for Mod Vanida at Thammasat University Auditorium (2008)
ณ ลานน้ำพุ สยามพารากอน ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 18.30 น.
ชมฟรี
(มีบรรยายไทย/อังกฤษ)
Crescent Moon Theatre
presents the open-air performance
Whisper of the River
In Contemporary Arts Event by Office of Contemporary Art And Culture , Ministry Of Culture
Aug 18,2010 Time 6:30 pm.
@ Siam PARAGON
Free Admission
(with Thai/English narration)
เสียงกระซิบจากแม่น้ำแสดงครั้งแรก ณ Ernst Nature Theatre, Miami University, Ohio, US ปี 2550
แสดงครั้งที่ 2 ในงานเทศกาลละครกรุงเทพ 2550 ณ สวนสันติไชยปราการ
แสดงครั้งที่ 3 ในงานมหกรรมดนตรีสร้างสุข ณ สวนลุมพินี ปี 2551
แสดงครั้งที่ 4 ในงานคอนเสริ์ต “คำขานรับ มด วนิดา” ณ หอประชุใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551
Whisper of the River

1st performed at Ernst Nature Theatre, Miami University, Ohio, US (2007)
2nd performed in Bangkok Theratre Festival 2007 at Santi Chaiorakarn Park (2007)
3rd performed at Saun Lumpini (2008)
4th performed in Concert for Mod Vanida at Thammasat University Auditorium (2008)
ป้ายกำกับ:
Crescent Moon Theatre,
พระจันทร์เสี้ยวการละคร
04 August 2010
"คือผู้อภิวัฒน์" สัญจร ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

หลังจากเปิดการแสดงที่ห้องประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ไปแล้ว 6 รอบ เมื่อเดือนมิ.ย. และ ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ชมเกือบๆจะเต็มทุกรอบ เราได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น พระจันทร์เสี้ยวจะสัญจรไปม.ช.อีกสองรอบการแสดง และกลับมาที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดแสดงอีกสองรอบ
วันที่ 27 สิงหาคม 2553
เวลา 15.00 และ 18.03 น.
วันที่ 27 สิงหาคม 2553
เวลา 15.00 และ 18.03 น.
ที่ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 2 รอบ
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
อาคาร 6 ชั้น 7
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเร็วๆนี้ที่นี่
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
อาคาร 6 ชั้น 7
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเร็วๆนี้ที่นี่
19 July 2010
"คือผู้อภิวัฒน์" สัญจรเชียงใหม่
โครงการจัดงานในวาระครบรอบ ๑๑๐ ปี ชาตกาลรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร
ภูมิใจเสนอ
ละครเวทีสร้างสรรค์...ที่ไม่ธรรมดา
คือผู้อภิวัฒน์
ภูมิใจเสนอ
ละครเวทีสร้างสรรค์...ที่ไม่ธรรมดา
คือผู้อภิวัฒน์เรื่องราวชีวประวัติของ ‘ปรีดี พนมยงค์’ รัฐบุรุษอาวุโสของประเทศไทย หลังจากทำการแสดงที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ไปแล้ว 6 รอบ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ‘คือผู้อภิวัฒน์’ จะสัญจรไปแสดงที่ มช. 2 รอบ
มาชมละครเวทีร่วมสมัยของไทยเรื่องนี้ที่ถือได้ว่านำกลับมาจัดแสดงใหม่มากครั้งที่สุดเรื่องหนึ่ง และได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดของละครไทยในแนวทาง Brechtian ทั้งยังเป็นละครเวทีเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยที่เข้มข้นทั้งความคิดและรูปแบบการนำเสนอ
จัดแสดง ณ ห้องประชุม มล. ตุ้ย ชั้นที่ 8 อาคาร HB7
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553 เวลา 19.00 น
วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553 เวลา 14.30 น
วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553 เวลา 14.30 น
บัตรราคา 200 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 100 บาท)
สำรองที่นั่งได้ที่
086 728 6828 (คุณกระแต)
081 562 4636 (คุณจั่น)
086 728 6828 (คุณกระแต)
081 562 4636 (คุณจั่น)
WWW.CrescentMoonTheatre.com
18 July 2010
10 BEST Thai Theatres of the DECADE
Dance and Theatre / Previews, Interviews, and Reviews written by "The Nation" dance and theatre critics : written by Pavit Mahasarinand, published in The Nation Newspaper on Monday, Decvember 28,2009 that collected our stage play "Salang" (Bitter Love) is one of thr best.
The theatre's had plenty to celebrate in the first decade of this millennium but the most important event of the noughties was undoubtedly the formation of the Bangkok Theatre Network (BTN) in mid-2002. This alliance of professional and student dance and theatre troupes led to the organisation of annual showcase known as Bangkok Theatre Festival, which kicked off later that year and is still going strong.
Collaborations between members of different troupes were also initiated and we've seen remarkable works, among them Chai Yak ((Gi)ant), by Theatre 8X8 and Babymime.
The decade ended on a high note with BTN's highly acclaimed production of Sao Chaona (Girl of the Soil), tradapted from the Japanese play Nogyo Shojyo written by Hideki Noda, whose production of Yak Tua Dang (Akaoni) here 12 years ago brought together actors from various groups and started the informal alliance that became BTN.
Space, a major problem 10 years ago, is now available, with six small venues across the city now hosting performances almost every weekend.
The opening of Muangthai Rachadalai Theatre in 2007 marked another milestone on the Bangkok theatre scene. , and many audiences are still excited with the fact that we now have the so-called “Broadway-standard” private-run playhouse—in other words, a good hardware, backed up by great paperware, or money. House company Scenario regularly stages spectacular productions at the privately run playhouse though reviews have been mixed and more acclaimed works in the venue are by other companies—Theatre 28’s Man of La Mancha and imported productions of We Will Rock You and Chicago.
Genre-wise, the imported production of Action Theatre’s Chang and Eng: The Musical from Singapore in early 2001 started the trend of musicals. Scenario followed it and has been able to draw the attention, of the public and the media, to grand-scale musicals, despite its quality, especially in terms of acting and script. Elsewhere, with more small venues, more experiments in using physical movements and multimedia in theatre have been evident. There have been, however, too few collaborations between dance and theatre artists, and the number of dance productions is still lacking behind.
Content-wise, with the ever increasing number of works, contemporary Thai theatre offers more variety than ever before though it still tends to avoid politics. This is a proof perhaps that the audience may be tired of reading about and watching these political soap operas in newspaper, online, and on TV.
It should be noted here that a stage performance, unlike film and television, differs, to a certain degree, from one evening to another. Occasionally, I missed good and great stage works because of other duties, locally and overseas. I’m sorry if I missed out some of your favorites but as I say very often, a theatre critic is just an avid playgoer, and vice versa. On that note, I’d like to hear your thoughts as well.
However, I've watched some of these local theatre works more than once, usually at their restagings, and would enjoy seeing them all again as each time I discover something new in them that moves me in different ways. Here they are, listed in chronological order rather than by preference.
*************************
Written and directed by Crescent Moon Theatre's artistic director Sineenadh Keitprapai, this is a poignant two-character drama about romantic and parental love. The production featured two thespians of very different styles, and yet the director was able to balance and hone their performances. Fittingly so, Sineenadh was honoured with Silpathorn Award in 2008, and is still the only female Silpathorn artist in the field.
Read more:
http://blog.nationmultimedia.com/danceandtheatre/2010/01/31/entry-1
The theatre's had plenty to celebrate in the first decade of this millennium but the most important event of the noughties was undoubtedly the formation of the Bangkok Theatre Network (BTN) in mid-2002. This alliance of professional and student dance and theatre troupes led to the organisation of annual showcase known as Bangkok Theatre Festival, which kicked off later that year and is still going strong.
Collaborations between members of different troupes were also initiated and we've seen remarkable works, among them Chai Yak ((Gi)ant), by Theatre 8X8 and Babymime.
The decade ended on a high note with BTN's highly acclaimed production of Sao Chaona (Girl of the Soil), tradapted from the Japanese play Nogyo Shojyo written by Hideki Noda, whose production of Yak Tua Dang (Akaoni) here 12 years ago brought together actors from various groups and started the informal alliance that became BTN.
Space, a major problem 10 years ago, is now available, with six small venues across the city now hosting performances almost every weekend.
The opening of Muangthai Rachadalai Theatre in 2007 marked another milestone on the Bangkok theatre scene. , and many audiences are still excited with the fact that we now have the so-called “Broadway-standard” private-run playhouse—in other words, a good hardware, backed up by great paperware, or money. House company Scenario regularly stages spectacular productions at the privately run playhouse though reviews have been mixed and more acclaimed works in the venue are by other companies—Theatre 28’s Man of La Mancha and imported productions of We Will Rock You and Chicago.
Genre-wise, the imported production of Action Theatre’s Chang and Eng: The Musical from Singapore in early 2001 started the trend of musicals. Scenario followed it and has been able to draw the attention, of the public and the media, to grand-scale musicals, despite its quality, especially in terms of acting and script. Elsewhere, with more small venues, more experiments in using physical movements and multimedia in theatre have been evident. There have been, however, too few collaborations between dance and theatre artists, and the number of dance productions is still lacking behind.
Content-wise, with the ever increasing number of works, contemporary Thai theatre offers more variety than ever before though it still tends to avoid politics. This is a proof perhaps that the audience may be tired of reading about and watching these political soap operas in newspaper, online, and on TV.
It should be noted here that a stage performance, unlike film and television, differs, to a certain degree, from one evening to another. Occasionally, I missed good and great stage works because of other duties, locally and overseas. I’m sorry if I missed out some of your favorites but as I say very often, a theatre critic is just an avid playgoer, and vice versa. On that note, I’d like to hear your thoughts as well.
However, I've watched some of these local theatre works more than once, usually at their restagings, and would enjoy seeing them all again as each time I discover something new in them that moves me in different ways. Here they are, listed in chronological order rather than by preference.
*************************

SALANG (BITTER LOVE)
Written and directed by Crescent Moon Theatre's artistic director Sineenadh Keitprapai, this is a poignant two-character drama about romantic and parental love. The production featured two thespians of very different styles, and yet the director was able to balance and hone their performances. Fittingly so, Sineenadh was honoured with Silpathorn Award in 2008, and is still the only female Silpathorn artist in the field.
Read more:
http://blog.nationmultimedia.com/danceandtheatre/2010/01/31/entry-1
16 July 2010
Tistou in Bangkok Post
ค้นหาข้อเขียนที่นักวิจารณ์พูดถึงผลงานของเรา "ติสตู นักปลูกต้นไม้" ผลงานเมื่อปีที่แล้วลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ก็เลยนำมาแบ่งกันอ่านที่นี่
It's a wrap
The entertainment year in review
It seems like we've blinked our eyes twice only, and 2009 is nearing its end. It's hard to believe that an entire year has passed already and the decade is also coming to a close. As always, it's been fun-filled year with ups and downs. Some months were quiet while some were action-packed.
Before getting all giddy over Christmas and New Year's presents, 'Outlook' would like to take some time to reflect on the passing year. We've selected our top five in local music events, movies and the performing arts.

Tistou Nak Pluke Ton Mai (Tistou)
In this charming collaboration between Crescent Moon Theatre and Kae Dam Dam Puppet Group, the world is transformed with the touch of a child's hands. Adapted from the French children's novel, Tistou les pouces verts, by Maurice Druon, this marionette and shadow puppet production is thoroughly delightful for both children and adults. Director and Sipathorn artist Sineenadh Keitprapai has been with the Crescent Moon from the time the company dealt heavily with political and social issues. Today Sineenadh, who's the current head of Crescent Moon, is actively providing space for new directors and writers. Although the works that the troupe has been supporting seem to lack real substance of late, this uplifting puppet production casts a new brighter light on the company. It's a far cry from what Crescent Moon once was, but its honesty and innocence are undeniably powerful and breathtaking.
About the author
Writer: Amitha Amaranand
info from : Bangkok Post
Newspaper section: Outlook
read more:
http://pages.citebite.com/t2h0n5u2m6qkp
It's a wrap
The entertainment year in review
It seems like we've blinked our eyes twice only, and 2009 is nearing its end. It's hard to believe that an entire year has passed already and the decade is also coming to a close. As always, it's been fun-filled year with ups and downs. Some months were quiet while some were action-packed.
Before getting all giddy over Christmas and New Year's presents, 'Outlook' would like to take some time to reflect on the passing year. We've selected our top five in local music events, movies and the performing arts.

Tistou Nak Pluke Ton Mai (Tistou)
In this charming collaboration between Crescent Moon Theatre and Kae Dam Dam Puppet Group, the world is transformed with the touch of a child's hands. Adapted from the French children's novel, Tistou les pouces verts, by Maurice Druon, this marionette and shadow puppet production is thoroughly delightful for both children and adults. Director and Sipathorn artist Sineenadh Keitprapai has been with the Crescent Moon from the time the company dealt heavily with political and social issues. Today Sineenadh, who's the current head of Crescent Moon, is actively providing space for new directors and writers. Although the works that the troupe has been supporting seem to lack real substance of late, this uplifting puppet production casts a new brighter light on the company. It's a far cry from what Crescent Moon once was, but its honesty and innocence are undeniably powerful and breathtaking.
About the author
Writer: Amitha Amaranand
info from : Bangkok Post
Newspaper section: Outlook
read more:
http://pages.citebite.com/t2h0n5u2m6qkp
11 July 2010
บทวิจารณ์ "คือผู้อภิวัฒน์" (2553)
มีบทวิจาณ์จากเว็บไซด์ วิจารณ์แบบไร้ปราณี ที่เขียนถึงละครเวที "คือผู้อภิวัฒน์" ในครั้งนี้มาให้อ่านกัน หากใครสนใจอ่านบทวิจารณ์ละครเวทีและหนังตามไปอ่านได้ที่
http://www.barkandbite.net/
http://www.barkandbite.net/
คือผู้อภิวัฒน์:
แด่คนดี แด่อุดมการณ์ แด่ประเทศชาติ
Posts by nuttaputch
"คือผู้อภิวัฒน์” น่าจะเป็นหนึ่งในละคร “ตำนาน” ของประวัติศาสตร์ละครเวทีไทย ตั้งแต่การที่เป็นบทละครดั้งเดิมโดยคนไทยที่ถูกหยิบนำมาสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง จนไปถึงบทบาทของละครต่อการเมืองและสังคมที่เห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งนอกเหนือจากสถิติต่าง ๆ แล้วนั้น สิ่งที่พร
ะจันทร์เสี้ยวการละคร ซึ่งเป็นผู้สร้างละครเรื่องนี้มาก็ยังคงคุณภาพและ “พลัง” ที่อัดแน่นไว้ในละครทุกโปรดักชั่นโดยตลอดซึ่ง “คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระล่าสุดนั้น ก็ยังคงเป็นละครที่ยอดเยี่ยมและเหนือชั้นในวิธีการนำเสนอ พร้อม ๆ กับการพูดถึงเนื้อหาว่านี่คือละครที่คนไทยทุกคนในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันควรจะได้ดูอย่างยิ่ง
เรื่องราวของ “คือผู้อภิวัฒน์” คือชีวประวัติของปรีดี พนมยงค์ บรุษผู้ได้ชื่อว่ามีส่วนสำคัญกับการพลิกประวัติศาสตร์และระบอบการปกครองของประเทศไทย ซึ่ง “คือผู้อภิวัฒน์” หยิบสาระและช่วงเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏร์ พ.ศ. 2475 จนถึงเหตุการณ์สำคัญทางเมืองต่าง ๆ ที่ตามมา ผ่านทางมุมมอง (ส่วนหนึ่ง) ของปรีดีเองไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญหลักคือการตีแผ่ “ความจริง” หรือที่ละครเรียกว่า “สัจจะ” ของประวัติศาสตร์ที่บางคนอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้าง (หรือแม้กระทั่งรู้จริงและรู้ไม่จริง) ให้ได้รับรู้กัน
กลวิธีเด่น ๆ ของ “คือผู้อภิวัฒน์” คือการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบละคร Brechtian ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือไม่ลากหรือนำพาให้คนดูอินไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่มุ่งเน้นให้คนดูถอยห่างและพิจารณาเรื่องด้วยการใช้สติอย่างแท้จริง โดยละครซึ่งมีเนื้อหาทาง
ด้านประวัติศาสตร์อยู่แล้วนั้นจะมีข้อได้เปรียบเรื่องนี้อยู่พอสมควร จึงไม่แปลกที่ถ้าผู้ชมคนใดรู้ประวัติศาสตร์มาบ้างแล้วเกี่ยวกับการเมืองไทยในยุคตั้งไข่ ก็จะทำให้ไม่ต้องสนใจว่า “อะไรจะเกิดต่อไป” แต่มุ่งสนใจไปที่ “อะไรที่ทำให้เกิดอย่างนั้น” ซึ่งนั่นเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องโดยแท้จริง“คือผู้อภิวัฒน์” จึงใช้การเล่าเรื่องผ่านทางผุ้บรรยาย หรือการบอกเล่าจากตัวละครต่าง ๆ ที่ไม่ต่างจากการเล่าให้ผู้ชมฟังถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีการลำดับบทได้อย่างคมคาย มีการเกริ่น บอกใบ้ และกระตุ้นให้คนดูคิดตามและพิจารณาเรื่องราวอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้รับรู้ที่มาที่ไปของหน้าประวัติศาสตร์ รวมทั้งสิ่งที่กลืนอยู่ในนั้นแต่ไม่ได้ถูกจารึกไว้ ซึ่งก็คือ “อุดมการณ์” “ความรู้สึก” และ “จุดมุ่งหมายที่แท้จริง” ของบุคคลสำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์
นอกจากนี้แล้ว วิธีการนำเสนอของละครยังเป็นการผสมผสานของการแสดงสมัยใหม่เช่นการใช้ร่างกายหรือท่วงท่าและการเคลื่อนไหวบอกเล่าหรืออธิบายแทนที่จะหวังพึ่งเพียงแค่บทสทนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำหรับโปรดักชั่นนี้ สินีนาฏ เกษประไพ ผู้กำกับทำออกมาได้โดดเด่นและ
สวยงามมากองค์ประกอบต่าง ๆ บทเวทีนั้นลงตัวกับบทละครและลึกซึ้งในด้านตีความตลอดไปจน “พลัง” ของภาพบนเวทีที่ผู้ชมจะได้ชม (ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์เด่น ๆ ซึ่งเราจะเห็นได้จากผลงานละครเวทีเรื่องอื่น ๆ ของเธอ) ซึ่ง ”คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ สำหรับนักเรียนละครที่พยายามหาคำตอบว่าบล็อคกิ้งหรือตำแหน่งของนักแสดงบนเวทีนั้นสำคัญและให้พลังกับเรื่องที่แตกต่างกันได้อย่างใดในส่วนของทีมนักแสดงสำหรับ “คือผู้อภิวัฒน์” ในวาระนี้นั้น ก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยพลังของการแสดงรวมทั้งจังหวะการโต้ตอบและรับส่งบทไปมานั้น มีความต่อเนื่องและเฉียบคมค่อนข้างสูง ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ละครเรื่องนี้ดูฮึกเหิมและคึกคักอยู่ตลอด
สำหรับผู้เขียนแล้ว “คือผู้อภิวัฒน์” คือหนึ่งในละครสมัยใหม่ที่มีความโดดเด่นทั้งในเชิงวรรณกรรมและเชิงศิลปะการแสดงค่อนข้างสูง และไม่น่าแปลกที่มันจะถูกนำมาแสดงครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ผู้ชมดูกี่ครั้งก็จะไม่รู้สึกเบื่อ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังและแรงบันดาลใจที่จะทำให้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตบางอย่าง เฉกเช่นกับพลังและอุดมการณ์ของคน ๆ หนึ่งที่หมายว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นเพื่อคนไทยทุกคนนี่อาจจะไม่ใช่ละครที่ดูแล้วรู้สึกสบาย รู้สึกยิ้มเปรมปรีย์ มีหลายช่วงที่อาจจะรู้สึกสะเทือนใจหรือกดดันมากพอสมควร แต่อย่างไรซะ ในท้ายที่สุดละครจะพาผู้ชมไปสู่จุดที่ค้นพบแสงสว่างและความหวัง และที่สำคัญซึ่งอาจจะเหมาะเจาะกับช่วงเวลาปัจจุบัน คือความหมายที่แท้จริงของ “ประชาธิปไตย” รวมทั้ง สาเหตุและสิ่งที่ต้องแลกมาเพื่อสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยทุกคน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคือหนึ่งในสิ่งที่เราทุกคนควรสำรวจและคิดทบทวนกันเสียแล้วก่อนที่เราจะต้องเจอบทเรียนแสนบอบช้ำจากประชาธิปไตยที่เอามาอ้างกันอีกสักเท่าไรกัน
ขอขอบคุณ:
เว็บไซด์วิจารณ์แบบไร้ปราณี และ nuttaputch
ภาพถ่ายโดย:
ทวิทธิ์ เกษประไพ
10 July 2010
คือผู้อภิวัฒน์ : สัจธรรมอมตะที่มิอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ละครเวทีเรื่องล่าสุดของเรา "คือผู้อภิวัฒน์" ได้แสดงจบลงไปแล้ว แต่เรายังมีข้อความและบทวิจารณ์ที่ผู้ชมและนักวิจารณ์เขียนถึง เราจะนำมาแบงปันมาให้อ่านกันที่นี่เร็วๆนี้
หัวข้อข้างบนนี้เป็นข้อเขียนจากบันทึกในเฟซบุคของ คุณดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ นักการละครและผู้กำกับละครเวทีจากกลุ่ม New Theatre Society ที่เขียนถึง "คือผู้อภิวัฒน์" ในคราวนี้
คือผู้อภิวัฒน์
: สัจธรรมอมตะที่มิอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เขียนโดย ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปสถาบันปรีดีฯ ซอยทองหล่อ – สถานที่หนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่า...ถ้าสมมุติว่ามีระเบิดลงคนทำละครเวทีเมืองไทยจะหายไปครึ่งประเทศ วันนั้นเป็นรอบสุดท้ายของละครเรื่อง “สุดทางที่บางแคร์” พอดี อันที่จริงในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของแก๊งค์นี้ ผมควรจะอยู่ดูและร่วมชื่นชมด้วย แต่เนื่องจากผมดูแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าควรจะเว้นที่ว่างให้ผู้ชมที่ยังไม่ดูดีกว่า ก็เลยเข้าไปดูการซ้อมละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” แทน เพราะไม่แน่ใจว่าอาทิตย์หน้าจะมี
เวลามาดูการแสดงรอบจริงได้หรือไม่ และเมื่อได้เข้าไปนั่งดู ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอันมากที่นักแสดงทั้งหมดเล่นละครทั้งเรื่องแบบทุ่มตัวสุดตีนให้ผมดูเพียงคนเดียว ส่วนคุณสินีนาฏผู้กำกับก็วิ่งไปวิ่งมาคอยเคาะเสียงประกอบให้ด้วยความเครียด นับว่าเป็นเกียรติและโอกาสที่งดงามอย่างยิ่งที่ใครๆจะหาได้ไม่ง่ายนัก อิอิ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมจะกล่าวถึง เพราะสิ่งที่คันปากอยากบอกจนต้องลงมือเขียนบันทึกฉบับนี้ไว้ก็คือ ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่หัวใจพอโตต่อการได้กลับมาดูละครเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากได้เคยร่วมงานในฐานะฝ่ายเสียงในการจัดแสดงละครเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อ 23 ปีก่อน และเป็นคนตีกลองในการจัดแสดงครั้งที่สองใน 10 ปีต่อมา ผมรู้สึกว่าละครเรื่องนี้มันทรงอานุภาพมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าหน้าตานักแสดงและทีมงานจะเปลี่ยนไปกี่รุ่น หรือรายละเอียดปลีกย่อยจะมีความแตกต่างไปบ้างเล็กน้อยก็ตาม แต่ความรู้สึกที่ละครเรื่องนี้มาปะทะเรามันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน แถมยังบาดลึกกินใจมากขึ้นไปทุกทีที่ได้ดูทุกครั้งที่ละครเรื่องนี้กลับมาเล่น ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้ หรือจะเป็นเพราะเราแก่ตัวลง...ก็มิอาจทราบได้ แต่เท่าที่คิดว่าทราบแน่ๆก็คือ ถึงแม้ว่าบทละครยังคงเหมือนเดิมจนผมยังจำได้แทบทุกตอน หรือรูปแบบการแสดงที่ยังคงเรียบ(แต่ไม่ง่าย)เหมือนเดิม แต่ท่ามกลางความ “เหมือนเดิม” ทั้งหมดนั้น “ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจริงๆตามกาลเวลา” ดังที่ละครบอกจริง ๆ ถึงแม้มันไม่ได้เปลี่ยนที่ตรงการแสดง แต่สิ่งที่เราได้ดูนั้น กลับทำให้เราเปลี่ยนแปลงมากกว่า อย่างน้อยก็ตรงความคิดของบทที่จี้ความคิดและความรู้สึก
ของเราล่ะ ผมรู้สึกว่าสารของเรื่องที่ผมได้ดูในครั้งนี้นั้นมันกลับทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ และผมรู้สึกได้ว่าพลังที่ว่านี้ได้แผ่ขยายมากยิ่งขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะเมื่อยุคสมัยของเราได้มีโอกาสผ่านร้อนผ่านหนาวกับสถานการณ์ต่าง ๆ รอบข้างที่ดูเหมือนจะเป็นบทเรียนที่ดี แต่เราไม่เคยรู้จัดหัดจดจำ เรามีประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ แต่เราก็ยังคงดูเหมือนติดหลงอยู่ในวังวนไม่ไปไหน และนี่ก็คงเป็นสัจจธรรมอย่างหนึ่งที่ละครเรื่องนี้มีให้โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนที่ละครบอกเรา ที่สำคัญ ความแหลมคมของโครงสร้างและความคมคายของเนื้อหาของบทละครเรื่องนี้ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีมิติพอดีพองาม ทำให้ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูละครเรื่องนี้ในปี พ.ศ.นี้ คงไม่ได้มองละครเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงแค่การแสดงที่มุ่งเล่าเรื่องให้เห็นประวัติชีวิตของรัฐบุรุษที่ชื่อปรีดี พนมยงค์อีกต่อไปเป็นแน่ แต่กลับจะยิ่งทำให้เราเห็น “มนุษยธรรม” ของคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งแน่นอน ผมเชื่อว่าสิ่งนั้นได้ตั้งคำถามกลับมายังเราในฐานะผู้ชมว่าเราคือใคร มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และเราได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรค่าในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่แล้วหรือยัง ฯลฯ
สรุป (เพราะไม่อยากเขียนยาว) ถึงแม้ว่าโดยรูปแบบการนำเสนอของละครเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเร้าอารมณ์ของผู้ชมตามสไตล์ที่ละครเรื่องนี้มีมาแต่กำเนิด แต่ผมขอสารภาพว่าในขณะดูผมฟูมฟายเป็นอันมากทั้งในระดับความคิด ความรู้สึก และอาจจะสั่นสะเทือนลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณตามทฤษฎีของท่านอริสโตเติลไปด้วยเป็นแน่ และผมแอบหวังอยู่ในใจลึก ๆ ด้วยว่า คนที่ได้ดูละครเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร หรือคิดยังไง อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่อาจจะรู้สึกเหมือนกับผมบ้างเหมือนกัน...ไม่มากก็น้อย...ก็ยังดี อิอิ
ขอพล่ามแค่นี้ก่อน พล่ามมากเดี๋ยวจะหาว่าเชียร์แอนด์สปอยด์ ไว้ไปดูเองก็แล้วกัน แล้วท่านจะจดจำละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ไปนานแสนนานตราบจนชีวิตจะหาไม่ ^^
ด้วยความคารวะต่อท่านปรีดี พนมยงค์ คือผู้อภิวัฒน์
และขอกราบงาม ๆ แด่พี่คำรณ คุณะดิลก ผู้สร้างบทและการแสดงละครเรื่องนี้
สินีนาฎ, นักแสดง, ทีมงาน...จงสู้เข้าไป อย่าได้ถอย ฯลฯ
ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
28 มิถุนายน 2553
ขอขอบคุณ:บทความจาก คุณดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
ภาพถ่ายโดย คุณธเนศ ม่วงทอง
หัวข้อข้างบนนี้เป็นข้อเขียนจากบันทึกในเฟซบุคของ คุณดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์ นักการละครและผู้กำกับละครเวทีจากกลุ่ม New Theatre Society ที่เขียนถึง "คือผู้อภิวัฒน์" ในคราวนี้
คือผู้อภิวัฒน์
: สัจธรรมอมตะที่มิอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เขียนโดย ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปสถาบันปรีดีฯ ซอยทองหล่อ – สถานที่หนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่า...ถ้าสมมุติว่ามีระเบิดลงคนทำละครเวทีเมืองไทยจะหายไปครึ่งประเทศ วันนั้นเป็นรอบสุดท้ายของละครเรื่อง “สุดทางที่บางแคร์” พอดี อันที่จริงในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของแก๊งค์นี้ ผมควรจะอยู่ดูและร่วมชื่นชมด้วย แต่เนื่องจากผมดูแล้ว ก็เลยตัดสินใจว่าควรจะเว้นที่ว่างให้ผู้ชมที่ยังไม่ดูดีกว่า ก็เลยเข้าไปดูการซ้อมละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” แทน เพราะไม่แน่ใจว่าอาทิตย์หน้าจะมี
เวลามาดูการแสดงรอบจริงได้หรือไม่ และเมื่อได้เข้าไปนั่งดู ก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอันมากที่นักแสดงทั้งหมดเล่นละครทั้งเรื่องแบบทุ่มตัวสุดตีนให้ผมดูเพียงคนเดียว ส่วนคุณสินีนาฏผู้กำกับก็วิ่งไปวิ่งมาคอยเคาะเสียงประกอบให้ด้วยความเครียด นับว่าเป็นเกียรติและโอกาสที่งดงามอย่างยิ่งที่ใครๆจะหาได้ไม่ง่ายนัก อิอิแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ผมจะกล่าวถึง เพราะสิ่งที่คันปากอยากบอกจนต้องลงมือเขียนบันทึกฉบับนี้ไว้ก็คือ ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่หัวใจพอโตต่อการได้กลับมาดูละครเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากได้เคยร่วมงานในฐานะฝ่ายเสียงในการจัดแสดงละครเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อ 23 ปีก่อน และเป็นคนตีกลองในการจัดแสดงครั้งที่สองใน 10 ปีต่อมา ผมรู้สึกว่าละครเรื่องนี้มันทรงอานุภาพมากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าหน้าตานักแสดงและทีมงานจะเปลี่ยนไปกี่รุ่น หรือรายละเอียดปลีกย่อยจะมีความแตกต่างไปบ้างเล็กน้อยก็ตาม แต่ความรู้สึกที่ละครเรื่องนี้มาปะทะเรามันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน แถมยังบาดลึกกินใจมากขึ้นไปทุกทีที่ได้ดูทุกครั้งที่ละครเรื่องนี้กลับมาเล่น ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้ หรือจะเป็นเพราะเราแก่ตัวลง...ก็มิอาจทราบได้ แต่เท่าที่คิดว่าทราบแน่ๆก็คือ ถึงแม้ว่าบทละครยังคงเหมือนเดิมจนผมยังจำได้แทบทุกตอน หรือรูปแบบการแสดงที่ยังคงเรียบ(แต่ไม่ง่าย)เหมือนเดิม แต่ท่ามกลางความ “เหมือนเดิม” ทั้งหมดนั้น “ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจริงๆตามกาลเวลา” ดังที่ละครบอกจริง ๆ ถึงแม้มันไม่ได้เปลี่ยนที่ตรงการแสดง แต่สิ่งที่เราได้ดูนั้น กลับทำให้เราเปลี่ยนแปลงมากกว่า อย่างน้อยก็ตรงความคิดของบทที่จี้ความคิดและความรู้สึก
ของเราล่ะ ผมรู้สึกว่าสารของเรื่องที่ผมได้ดูในครั้งนี้นั้นมันกลับทรงพลังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ และผมรู้สึกได้ว่าพลังที่ว่านี้ได้แผ่ขยายมากยิ่งขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะเมื่อยุคสมัยของเราได้มีโอกาสผ่านร้อนผ่านหนาวกับสถานการณ์ต่าง ๆ รอบข้างที่ดูเหมือนจะเป็นบทเรียนที่ดี แต่เราไม่เคยรู้จัดหัดจดจำ เรามีประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ แต่เราก็ยังคงดูเหมือนติดหลงอยู่ในวังวนไม่ไปไหน และนี่ก็คงเป็นสัจจธรรมอย่างหนึ่งที่ละครเรื่องนี้มีให้โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเหมือนที่ละครบอกเรา ที่สำคัญ ความแหลมคมของโครงสร้างและความคมคายของเนื้อหาของบทละครเรื่องนี้ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีมิติพอดีพองาม ทำให้ผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูละครเรื่องนี้ในปี พ.ศ.นี้ คงไม่ได้มองละครเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงแค่การแสดงที่มุ่งเล่าเรื่องให้เห็นประวัติชีวิตของรัฐบุรุษที่ชื่อปรีดี พนมยงค์อีกต่อไปเป็นแน่ แต่กลับจะยิ่งทำให้เราเห็น “มนุษยธรรม” ของคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งแน่นอน ผมเชื่อว่าสิ่งนั้นได้ตั้งคำถามกลับมายังเราในฐานะผู้ชมว่าเราคือใคร มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และเราได้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรค่าในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่แล้วหรือยัง ฯลฯ
สรุป (เพราะไม่อยากเขียนยาว) ถึงแม้ว่าโดยรูปแบบการนำเสนอของละครเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งเร้าอารมณ์ของผู้ชมตามสไตล์ที่ละครเรื่องนี้มีมาแต่กำเนิด แต่ผมขอสารภาพว่าในขณะดูผมฟูมฟายเป็นอันมากทั้งในระดับความคิด ความรู้สึก และอาจจะสั่นสะเทือนลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณตามทฤษฎีของท่านอริสโตเติลไปด้วยเป็นแน่ และผมแอบหวังอยู่ในใจลึก ๆ ด้วยว่า คนที่ได้ดูละครเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร หรือคิดยังไง อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่อาจจะรู้สึกเหมือนกับผมบ้างเหมือนกัน...ไม่มากก็น้อย...ก็ยังดี อิอิขอพล่ามแค่นี้ก่อน พล่ามมากเดี๋ยวจะหาว่าเชียร์แอนด์สปอยด์ ไว้ไปดูเองก็แล้วกัน แล้วท่านจะจดจำละครเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” ไปนานแสนนานตราบจนชีวิตจะหาไม่ ^^
ด้วยความคารวะต่อท่านปรีดี พนมยงค์ คือผู้อภิวัฒน์
และขอกราบงาม ๆ แด่พี่คำรณ คุณะดิลก ผู้สร้างบทและการแสดงละครเรื่องนี้
สินีนาฎ, นักแสดง, ทีมงาน...จงสู้เข้าไป อย่าได้ถอย ฯลฯ
ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
28 มิถุนายน 2553
ขอขอบคุณ:
ภาพถ่ายโดย คุณธเนศ ม่วงทอง
Subscribe to:
Posts (Atom)



