29 September 2009

ด่วน ประกาศเลื่อนงานแถลงข่าวเปิดตัวยุทธศาสตร์ละครฯ

ประกาศ

เรื่อง ขอความร่วมมือให้เลื่อนการแถลงข่าวเปิดตัวยุทธศาสตร์ละครสำหรับเยาวชน ปี 2ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ณ The style by TOYOTA ออกไปก่อน


ขณะนี้แผนงานทุนอุปถัมภ์เชิงรุกฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) อยู่ระหว่างการปรับและพัฒนาทิศทางใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางและภาพรวมของการพัฒนาแผนและกลยุทธ์การขับเคลื่อนขององค์กร สสส. สำหรับปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม 2552 – กันยายน 2553) โดยรวม ซึ่งเพิ่งมีการประชุมด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีการหารือร่วมกันกับคณะกรรมการกำกับทิศทางของแผนงานฯ และผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.

และเพื่อให้การดำเนินการยุทธศาสตร์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่แผนงานฯ ให้การสนับสนุน อาทิ ยุทธศาสตร์ละครสำหรับเยาวชน ยุทธศาสตร์ดนตรีสร้างสุข ยุทธศาสตร์สื่อพื้นบ้านสานสุข และยุทธศาสตร์สื่อสร้างสรรค์ร่วมสมัยสำหรับเยาวชน มีความสอดคล้องต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกันกับแผนงานฯ อีกทั้งเพื่อให้สามารถตอบข้อซักถามแก่คณะขับเคลื่อนงานฯ ผู้เป็นภาคีพันธมิตรเครือข่ายด้านสื่อต่าง ๆ เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายองค์กรสาธารณะและผู้ร่วมงานในกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงสื่อมวลชน ได้เห็นถึงทิศทางของการขับเคลื่อน ในปี 2553 ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพและมีพลังขับเคลื่อนสังคมได้ดีตามความคาดหวังของฝ่ายต่าง ๆ

แผนงานทุนอุปถัมภ์เชิงรุกฯ สสส. จึงเรียนมาเพื่อใคร่ขอความร่วมมือ และเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือสับสนสำหรับพันธมิตร ภาคีเครือข่าย ผู้รับทุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงใคร่ขอความกรุณาให้ท่าน เลื่อนการแถลงข่าวเปิดตัวยุทธศาสตร์ ฯ ดังกล่าวที่มีผลต่อทิศทางการสนับสนุนของแผนงานฯ ออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม บางกิจกรรมที่มิได้เกี่ยวข้องกับทิศทางและนโยบายการสนับสนุนของแผนงานฯ สสส. ทางคณะทำงานฯ ที่เกี่ยวข้องของท่าน ยังสามารถดำเนินการตามกรอบที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ได้ ทั้งนี้ ทางแผนงานฯจะใคร่ขอแจ้งให้ทราบความชัดเจนและกรอบทิศทาง นโยบายและกรอบกำหนดการที่ชัดเจนอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า

แผนงานฯ จึงเรียนมาเพื่อขออภัย หากทำให้ท่านเกิดความไม่สบายใจ มีผลกระทบหรือมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงหรือวางแผนไว้ก่อนหน้านี้

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกในครั้งนี้อีกครั้ง

ประกาศ ณ วันที่ 29 กันยายน 2552



พระจันทร์เสี้ยวกับยุทธศาสตร์ละครสำหรับเยาวชน ปี 2

โครงการยุทธศาสตร์ละครสำหรับเยาวชน ปีที่ 2


ตอนนี้พระจันทร์เสี้ยวการละครเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานคณะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ละครสำหรับเยาวชน ปีที่ 2 ร่วมกับ สถาบันคลังสองของชาติ และ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์

ตอนนี้เริ่มทำงานแล้ว กำลังเปิดรับสมัครโครงการที่จะเข้าร่วมกิกจรรมในปีนี้แล้ว หากใครสนใจคลื๊กเข้าไปดูได้ที่ http://www.theatreforyoungpeople.com/

ซึ่งจะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการฯขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 16.30 น. สถานที่ The style by TOYOTA สยามสแควร์

ในงานนี้ก็จะมีการเล่าภาพรวมของโครงการ ฉายภาพปีที่ 1 และแนวทางการทำงานปีที่ 2 ดูละครสั้นจากตัวแทนเยาวชน ฟังเยาวชนพูด ฟังผู้ใหญ่ที่ทำงานด้านเยาวชนพูดถึงการทำงานกับเยาวชน

อยากชวนเชิญเยาวชน นักละคร ครูสอนละคร และผู้สนใจงานด้านละครและเยาวชนมาร่วมงานกันให้อบอุ่น

พบกันวันที่ 1 ตุลาคม ที่ The Style by Toyota ชั้น 3

27 September 2009

เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ จัดงาน

"เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์"
ในวาระครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์
อภิวัฒน์สู่สันติ : CHANGE TO PEACE


วันที่ 24 ตุลาคม - 11 พฤศจิกายน 2552ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

ชม
ปาฐกถาทางศิลปะ การแสดงละคร การแสดงดนตรี การแสดงสด การอ่านบทกวี การแสดงพื้นบ้าน ฉายภาพยนตร์ การแสดงทัศนศิลป์

สอบถามรายละเอียดโทรศัพท์ 02 381 3860-1
http://www.pridiinstitute.com/


ในงานนี้ 'พระจันทร์เสี้ยวการละคร' นำเสนองาน 3 ชิ้นด้วยกัน ชิ้นแรกเป็นงานแสดงอ่านบทละคร "อ่านสันติภาพ" โดยเราชวนนักการละครมาช่วยกันเลือกวรรณกรรม เรื่องสั้น บทกวี หรือ บทเพลง ในคอนเซ็ปเรื่องสันติภาพมาอ่านกัน งานที่สอง เป็นละครหุ่นและสื่อผสมเรื่อง "ติสตู นักปลูกต้นไม้" และงานอีกชิ้นเป็นงานจัดวาง โปรดติดตามรายละเอียดเร็วๆนี้

26 September 2009

โครงการอ่านบทละคร : อ่าน(เรื่อง)รัก

อ่านรักจากวรรณกรรม

ก่อนจะถึงคราว “อ่านสันติภาพ” เราขอทวนความจำจาก “อ่านเรื่องรัก” กันสักเล็กน้อย โครงการอ่านบทละคร : อ่าน(เรื่อง)รัก เป็นโครงการแรกของปี 2552 ของพระจันทร์เสี้ยวการละคร เมื่อวันที่ 7 และ 8 กุมภาพันธ์ 2552เราชักชวนทำละครทั้งสิบคนมาอ่านบทละคร โดยเลือกจากสือที่รัก ที่พูดถึงความรักในแง่มุมต่างๆ พร้อมกับชวนกันมาอ่านบทละคร ด้วยวิธีการไม่จำกัด แต่เราอยู่ในคอนเซ็ปเดียวกัน คือ การอ่านบทละคร และ ว่าด้วยเรื่องความรัก

โครงการประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย และได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าชม หลังจากการอ่านเราเปิดวงพูดคุยกันหลังจากนั้น ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางความคิด และได้รับกำลังใจดีๆจากผู้ชม และเรานักทำละครก็ยังได้มีโอกาสคลุกคลีรวมทั้งพูดคุยอยู่ด้วยเรื่องที่เกินความคาดหมายอีกอย่างหนึ่งคือ เราได้เห็นวิธีการอันหลากหลาย หรือ กลวิธีในการนำเสนอการอ่านต่อผู้ชมอย่างอิสระและสร้างสรรค์

เราได้เห็นวิธีการอ่านแบบคลาสสิคดั้งเดิม คือแบบอ่านบทละคร ที่เน้นสร้างจินตนาการผ่านการตีความจากความรู้สึก โดยไม่ใช้การเคลื่อนที่บนเวทีมากนัก แต่ก็ตรึงผู้ชมไว้ได้ ไปจนถึงกลวิธีทั้งเล่น ทั้งเคลื่อนไหว และทั้งอ่านไปด้วย หรือ อ่านไปด้วย เล่นไปด้วย พร้อมมัลติมีเดีย ส่วนท่าทีในการอ่านมากจากการตีความของผู้กำกับแต่ละชิ้นที่แสดงทรรศนะต่อความรักจากช่วงตอนจากหนังสือที่เขาเลือกมาอ่าน ซึ่งมีทั้ง ความรักแบบศรัทธา ความรักแบบหวานซึ้งแต่เจ็บปวด ความรักแบบแอบซ่อน หรือการเสียดสีจิกกัดความรัก

ลองมาทวนความจำกับนักทำละครทั้งสิบคนและเรื่องรักทั้งสิบเรื่องที่นำมาอ่านใน “อ่าน(เรื่อง)รัก” กันเพลินๆในระหว่างที่รอ ก่อนที่จะได้ดู “อ่านสันติภาพ” ในเร็วๆนี้

“ความรักของวัลยา” บทประพันธ์ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ นำเสนอโดย สวนีย์ อุทุมมา
“ไหม” บทประพันธ์ของ อเลซซานโดร บาริกโก นำเสนอโดย สายฟ้า ตันธนา
“เสียงระหว่างเรา” จากรวมเรื่องสั้นชุด 'ภวาภพ' ของ อุเทน มหามิตร นำเสนอโดย คานธี อนันตกาญจน์
“หาแว่นให้หน่อย” จากรวมเรื่องสั้นชุด 'เราหลงลืมอะไรบางอย่าง' ของ วัชระ สัจจะสารสิน นำเสนอโดย อภิรักษ์ ชัยปัญหา
“แวร์เธอร์ระทม” บทประพันธ์ของ โยฮัน โวลฟ์กัง ฟอน เกอเธ่ นำเสนอโดย ปานรัตน กริชชาญชัย
“BLU : เยือกเย็น” เขียนโดย ท์ซึจิ ฮิโตนาริ นำเสนอโดย เกรียงไกร ฟูเกษม
“ความลับในความรัก” ของ จอห์น อาร์มสตรอง นำเสนอโดย นพพันธ์ บุญใหญ่
“การเดินทางของส่วนที่หายไป” นำเสนอโดย ศรวณี ยอดนุ่น
“แพนด้า” เขียนโดย ปราบดา หยุ่น นำเสนอโดย เบญจ์ บุษราคัมวงศ์
“เขาไม่นับเธอ” ของ ไฮนริช เบิล นำเสนอโดย สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล

นี่เป็นการแบ่งกันอ่านแบ่งกันชมว่าด้วยเรื่องความรักจากวรรณกรรมและมุมมองจากนักทำละครทั้งสิบคน หากสนใจอ่านมุมมองจากผู้ชม หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่


อ่าน(เรื่อง)รัก อ่านรักจากวรรณกรรม
โดย : ไอติมลอร์ด
จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552


(หรือเข้าไปที่เว็บไซด์พระจันทร์เสี้ยว
http://www.crescentmoontheatre.com/
ในหัวข้อ Review)

24 September 2009

บันทึกจากงาน 40 ปี อาเซียน

บทบันทึกนี้บันทึกกิจกรรมที่พระจันทร์เสี้ยวไปเข้าร่วมงานในปี 2550 อยากจะนำมาเก็บไว้ที่นี่เพื่อเผยแพร่ หรืออย่างน้อยเอาไว้ทวนความจำ


พระจันทร์เสี้ยวการละคร
ในงาน 40 ปี อาเซียน

บันทึกโดย ศรวณี ยอดนุ่น



พระจันทร์เสี้ยวการละคร เข้าร่วมโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการแสดงและสื่อผสม Asian Performance and Multi-Media Arts Workshop 2007 ในงาน 40 ปี อาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์

ตัวแทนจากพระจันทร์เสี้ยวการละคร 4 คน คือ กวินธร แสงสาคร, ศรวณี ยอดนุ่น, บูรณิจฉ์ ถิ่นจะนะ และ กมลภัทร อินสร ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ ใน Asian Performance and Media Arts Workshop ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในระหว่าง วันที่ 26 กรกฎาคม ถึง 8 สิงหาคม 2552จากการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ทางตัวแทนจากพระจันทร์เสี้ยวการละครได้รับประโยชน์และความรู้ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของศิลปะการแสดง เต้นรำ ภาพยนตร์สั้น หรือการวาดการ์ตูน Comic อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความรู้ ทัศนคติ วิถีชีวิต กับเพื่อนต่างชาติทั้ง 9 ประเทศที่ได้เข้าร่วม workshop ด้วยกัน


กิจกรรมทั้งหมดที่ทางประเทศเจ้าภาพได้ไว้มีดังนี้คือ


1. Theatre Workshop


เป็นการ workshop โดยนำเอาละครเข้าไปรับใช้สังคม โดยกำหนดให้ประเด็นของละครแต่ละเรื่องนั้นพูดเกี่ยวกับปัญหาสังคมทั้งสิ้น เช่น ประเด็นความยากจน ประเด็นผู้หญิง ประเด็นเอดส์ ประเด็นสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นเรื่องเพศ ประเด็นการศึกษา ฯลฯ และให้แต่ละประเทศสร้างงานจากประเด็นทางสังคมที่ได้รับ โดยให้พัฒนาชิ้นงานของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

2. Dance Workshop

เป็นการสอนการเต้น โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้เรียนรู้วัฒนธรรมการเต้นของแต่ละประเทศ และนำเอาการเต้นของแต่ละประเทศที่ต่างกันนั้นมาผสานเข้าด้วยกัน เป็นชิ้นงาน ที่ถือเป็นทั้งการเผยแพร่วัฒนธรรมของเราและเรียนรู้วัฒนธรรมที่ต่างกันไปพร้อมกันด้วย



3. Comic Workshop


เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงมากเรื่องการวาดการ์ตูน Comic การ Workshop นี้ จึงได้มีการเชิญวิทยากรที่เป็นนักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของประเทศ มาแนะนำวิธีการวาด Comic ให้กับผู้เข้าร่วม Workshop แต่ละประเทศ โดยที่เริ่มจากการเขียนถึงปัญหาของประเทศตัวเองเป็นภาษาของตัวเอง แล้วจึงค่อยพัฒนามาเป็น Comic และเมื่อแต่ละประเทศวาด Comic ของตัวเองเสร็จเรียบแล้วแล้ว ก็จะมีการออกมาอธิบายถึง Comic ของแต่ละประเทศ ซึ่งถือเป็นการนำเอา Comic มารับใช้สังคมอีกทางหนึ่ง



4. Short Film Workshop
ทางผู้จัดงานได้ให้โจทย์ว่าผู้เข้าร่วม Workshop ต้องทำภาพยนตร์สั้นร่วมกัน โดยได้มีการอบรมเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์สั้นเบื้องต้นให้ และได้แบ่งกลุ่มกันเป็น 6 กลุ่ม ทำภาพยนตร์สั้น 6 เรื่อง โดยไม่จำกัดรูปแบบ แต่ประเด็นของภาพยนตร์นั้นต้องเป็นประเด็นเกี่ยวกับปัญหาสังคม เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะเป็นงานเกี่ยวกับ Media ก็สามารถนำมารับใช้สังคมได้ และการในทำภาพยนตร์สั้นนี้ก็เป็นการได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกันระหว่าง film maker และประเทศไทยก็ได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์สั้นทั้ง 6 เรื่อง ทั้งใน่สวนของผู้กำกับการแสดง ผู้กำกับศิลป์ นักแสดง และ ผู้ตัดต่อ


5. Outdoor Workshop
กิจกรรมนี้ก็คล้ายกับการออกไปทัศนศึกษา โดยประเทศเจ้าภาพได้นำเราไป Baseco แหล่งชุมชนแออัดของประเทศที่ตั้งอยู่ในกรุงมะนิลา ที่ทางรัฐบาลได้จัดเป็นเขตไว้เฉพาะ เพื่อให้คนที่ยากจนไม่มีที่อยู่อาศัย เข้ามาอยู่ตรงนี้ และอธิบายถึงวิธีการจัดการกับปัญหา ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของประเทศ , Fort Santiago เมืองเก่าของฟิลิปปินส์ ในเมืองมะนิลา , Munting Buhangin Beach Resort ชายหาดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเมือง Nasugbu,Batangas และยังได้พาไปชมการแสดงพิเศษที่จัดขึ้นเพื่องานเฉลิมฉลอง 40 ปีอาเซียน ที่CULTURAL CENTER OF THE PHILIPPINES ซึ่งถือเป็นโรงละครหลักคล้ายๆกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยของเรา



6. ออกรายการโทรทัศน์

ทุกวันอาทิตย์ทางผู้จัดงานจะพาผู้เข้าร่วม Workshop ไปสถานีโทรทัศน์ NBN เพื่อประชาสัมพันธ์งาน 40 ปีอาเซียน และงาน Asean Performance and Media Arts Workshop โดยผู้เข้าร่วมจะทำการแสดงร่วมกันเพื่อแสดงสดในรายการด้วย

7. ร่วมเปิดงาน 40 ปี อาเซียน



ในเช้าวันที่ 8 กันยายน 2550 ผู้เข้าร่วม Workshop ทุกคนไปร่วมพิธีเปิดงาน 40 ปีอาเซียน ที่กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์






8. Workshop Show Case
บ่ายของวันที่ 8 กันยายน 2550 ที่ Fr. James B. Reuter Theater, St. Paul’s University ที่เป็นสถานที่ที่เราใช้ Workshop กันมาตลอด 2 สัปดาห์ จะมีการแสดงของ ผู้เข้าร่วม Workshop ทั้ง 10 ประเทศ รวมถึงฉายภาพยนตร์สั้นทั้ง 6 เรื่อง ที่ผู้เข้าร่วม Workshop ได้ทำร่วมกัน ให้กับนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่สนใจชม


9. Manila Films Festival

ผู้เข้าร่วม Workshop ได้ร่วมงานเปิดเทศกาล Manila Films Festival ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานเฉลิมฉลอง 40 ปีอาเซียน และในพิธีเปิดหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ก็ได้นำภาพยนตร์เรื่อง นเรศวร มาฉายเป็นภาพยนตร์เปิดในงานเทศกาลนี้ด้วย

22 September 2009

โครงการอ่านบทละคร – อ่านสันติภาพ (1)


จะมีใครมาร่วมแจมในการ ‘อ่านสันติภาพ’ กันบ้าง?

ตอนนี้พระจันทร์เสี้ยวกำลังเตรียมโครงการอ่านบทละคร เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเราได้นักการละครที่สนใจเข้ามาร่วมแจมกับเราทั้งหมด 13 คน จะมีชิ้นการแสดง ‘อ่านบทละคร’ ทั้งหมด 12 ชิ้น จากหนังสือหลายเรื่อง ทั้งจากเรื่องสั้น สารคดี หนังสือธรรมะ บทความ บทกวี และเพลง แต่ที่น่าแปลกคือ ไม่มีใครเลือกหยิบบทละครมาอ่านเลย แต่ก็น่าสนใจที่ว่า แล้วบรรดาหนังสือที่พวกเขาเลือกมานั้นน่าสนใจตรงไหน

ใครเป็นใคร มาตามดูกันได้เลย

สายฟ้า ตันธนา
นักแสดงที่ทำละครมากกว่า 10 ปี และเป็นผู้กำกับ จากกลุ่มออนบ๊อกซ์


ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ
นักการละครจากกลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ อาจารย์สอนละครที่ มหาวิทยาลัยบูรพา

จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ และ ประภัสสร จันทร์สถิตย์พร
ทั้งสองเป็นอาจารย์สอนละครจาก คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา

ภาวิณี สมรรคบุตร
นักการละครที่มีประสบการณ์มามากกว่า 10 ปี อีกคนหนึ่ง เป็นสมาชิกกลุ่มแปดคูณแปด ผู้ดูแลและอำนวยการโรงละคร Democrazy Theatre Studio

ดุจดาว วัฒนปกรณ์
นักการละครจากลุ่มบีฟลอร์ จบปริญญาโทด้าน Dance and Movement Therapy จากประเทศอังกฤษ

วสุรัชต อุณาพรหม
นักการละคร อาจารย์สอนละครและศิลปะ จบปริญญาโทด้านการออกแบบการแสดงจากประเทศอังกฤษ

วรัญญู อินทรกำแหง
นักการละครจากกลุ่มบีฟลอร์ และเป็นนักเขียนหนังสือให้กับนิตยสารฉบับหนึ่ง ผลงานการแสดงที่เพิ่งผ่านมาคือ RUN

กมลภัทร อินทรสร
นักละครจากพระจันทร์เสี้ยวการละคร นอกจากนั้นยังทำงานภาพยนตร์ สารคดี และ มิวสิควิดิโอ


วิชย อาทมาท
นักการละครอิสระ ที่มีฝีมือทางการถ่ายภาพ และทำอาร์ตเวริ์ค รวมทั้งงานตัดต่อเสียง

สุกัญญา เพี้ยนศรี
นักเรียนละคร ชั้นปีที่ 4 จาก ม.สวนสุนันทา เพิ่งมีผลงานศิลปะนิพนธ์เรื่อง “Drawing”

ผดุงพงศ์ ประสาททอง
นักการละครที่ทำงานละครมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เป็นสมาชิกกลุ่มละครมะขามป้อม ทำงานในหลายด้าน ผลงานกำกับ เช่น Sperms

ฟารีดา จิราพันธุ์
นักการละครจากพระจันทร์เสี้ยวการละคร ทำงานในหลายด้านมานานกว่า 10 ปี เพิ่งผลการแสดงเรื่องล่าสุด “The World according to Farida and Damkorng”

นักการละครทั้ง 13 คน มาร่วมโครงการกับเรากันด้วยความใจดีและใจที่รักละคร แล้วพวกเขาก็จะพานักอ่านอีกหลายคนมานำเสนอ การอ่านบทละคร : “อ่านสันติภาพ” ให้เราได้ดูได้ฟังกัน โปรดติดตามและมาให้กำลังใจพวกเขาได้ในวันที่ 24-25 ตุลาคมนี้ ที่ ละครโรงเล็ก Crescent Moon space โรงละครเล็กๆของเรารับผู้ชมได้รอบละ 30-40 ที่นั่ง กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า ที่เบอร์ 083 995 6040 และ 081 259 6906

20 September 2009

พระจันทร์เสี้ยวกับอ่านบทละคร

อ่านบทละคร
โดย สินีนาฏ เกษประไพ

ตอนนี้พระจันทร์เสี้ยวการละครกำลังเตรียมโครงการอ่านบทละครในธีมเรื่องสันติภาพ มีชื่อโครงการในครั้งนี้ว่าโครงการอ่านบทละคร “อ่านสันติภาพ” ที่จะเข้าร่วมแสดงในงานเทศกาลศิลปะนานาพันธ์ ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ตอนนี้อยู่ในขั้นประสานงานและเตรียมการ แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเรามีนักการละครมาร่วมในโครงการทั้งหมด 13 คน จะมีชิ้นงานแสดงอ่านบทละครทั้งหมด 12 ชิ้น เราจะจัดแสดงในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 24-25 ตุลาคม รอบเวลา 13.00 และ 15.30 น. โดยในรอบหนึ่งจะจัดแสดง 6 ชิ้น ดังนั้นถ้าจะดูให้ครบทั้ง 12 ชิ้น ก็ต้องอยู่ดูในรอบถัดไป หรือกลับมาในวันรุ่งขึ้น

จากครั้งที่แล้ว “อ่านเรื่องรัก” ที่เราจัดในเดือนกุมภาพันธ์ เรามีมีชิ้นการแสดงทั้งหมด 10 ชิ้น จากนักการละคร 10 คน มีผู้ชมล้น และเรามีผู้ชมน้องๆนักศึกษามาดูกันเยอะ ในช่วงแลกเปลี่ยนพูดคุย เราได้เสียงสะท้อนมาว่า การอ่านบทละครนี้น่าสนใจ หลายๆคน ไม่ดิดว่าการอ่านบทละครจะน่าสนใจเท่านี้ หรือบางคนก็ไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ

‘การอ่านบทละคร’ เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับนักละคร ก่อนจะเกิดการซ้อม ผู้กำกับ นักแสดง และทีมงาน จะต้องมาเจอกันเพื่อทำความเข้าใจบท โดยการอ่านบทละคร คืออ่านออกเสียงดัง มีการตีความตามบทบาท นอกจานี้การ ‘อ่านบทละคร’ ก็ยังเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการพัฒนานักเขียนหรือนักเขียนบท เมื่อนักเขียนบทเขียนบทออกมาเสร็จแล้ว อาจจะจัดให้มีการอ่านบทต่อผู้ชม เพื่อให้รับฟังความคิดเห็นต่อบท เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงบทก็ได้

‘การอ่านบทละคร’ ต่อหน้าผู้ชมก็ยังเป็นการแสดงอีกรูปแบบหนึ่ง และเป็นอีกทักษะหนึ่งที่ช่วยพัฒนานักแสดง ทางพระจันทร์เสี้ยวการละครก็ใช้การอ่านบทละครเป็นแบบฝึกหัดพื้นฐานให้นักแสดง รวมทั้งจัดการแสดง ‘อ่านบทละคร’ ทั้งจากวรรณกรรม และบทละคร มาหลายครั้ง เช่น อ่านบทละครยุคแสวงหา, อ่านวรรณกรรม 100 เรื่อง ที่คนไทยควรอ่าน, อ่านบทละคร(ตามวาระโอกาสต่างๆ), อ่านเรื่องสั้น “ผมไม่มีน้ำตาจะร้องไห้อีกแล้ว” บทประพันธ์ของ เสนีย์ เสาวพงศ์

จากการอ่านบทละคร “อ่านเรื่องรัก” ครั้งที่แล้ว ที่เราจัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เราได้รับเกียรติจากครูถิ รศ.ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ มาชมงานและแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเรา รวมทั้งให้มุมองในเรื่องการอ่านบทละคร หลังจากนั้นครูถิยังได้มอบหนังสือ “ละครสร้างนักอ่าน” มาให้เรา ซึ่งในนั้นได้ให้ความรู้เรื่องการอ่านบทละครไว้น่าสนใจมาก และเรียกการอ่านบทละครว่า Readers Theatre เราเลยตัดตอนส่วนหนึ่งมาให้อ่านกัน ณ ที่นี้

Readers Theatre ต่างจากละครอย่างไร

รีดเดอร์ เธียเตอร์ (Readers Theatre) มีจุดมุ่งหมายต่างจากละครโดยทั่วไป ขณะที่ละคร (Theatre) มีเป้าหมายเพื่อให้ความบันเทิงและสาระกับผู้ชมโดยการจำลองภาพ “โลกสมมุติ” ให้เกิดความเชื่อถือมากที่สุด แต่รีดเดอร์ส เธียเตอร์ สามารถให้ทั้งความบันเทิงและใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนให้เกิดความเข้าใจในวรรณกรรมได้ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการอ่านเพียงอย่างเดียว

ความแตกต่างระหว่างการแสดง “ละคร” กับการแสดง “รีดเดอร์ส เธียเตอร์”
ละคร
1.เน้นที่การแสดง
2.นักแสดงจะมีจุดมองหลักๆอยู่บนเวที คือ มองหน้ากันระหว่างนักแสดง (on-stage focus)
3.นักแสดงจะต้องจำบท และต้องไม่ถือบทขณะแสดง
4.นักแสดงจะต้องแต่งหน้าและแต่งตัวเพื่อแสดงบุคคลิกลักษณะของตัวละคร
5.คนดูกับนักแสดงจะแยกออกจากัน และมักจะมีพื้นที่หรือเวทีให้รู้ว่าเป็นการแสดง
6.นักแสดงจะใช้การเคลื่อนไหวมาก และเคลื่อนไหวไปบนพื้นที่เวที และใช้อุปกรณ์ประกอบฉากเป็นประโยชน์ในการแสดง

รีดเดอร์เธียเตอร์
1.เน้นที่เนื้อหาวรรณกรรม
2.นักแสดงจะสร้างจินตนาการให้กับคนดูเกี่ยวกับตัวละครที่ปรากฏในบทโดยมองไปนอกเวที ซึ่งมักจะมองไปที่ด้านหลังกลุ่มคนดู (off-stage focus) และมีผู้บรรยายร่วมแสดงด้วย
3.นักแสดงต้องมีบท (ถือ/วาง) ให้เห็นบนเวที ไม่จำเป็นต้องจำเพราะใช้การอ่าน แต่ต้องซ้อม
4.นักแสดงไม่จำเป็นต้องแต่งตัว แต่ใช้ความสามารถในการสร้างจินตนาการให้ผู้ฟังเห็นภาพ
5.คนดูจะใกล้ชิดกับนักแสดง และใช้พื้นที่ใดเป็นเวทีก็ได้ เพราะไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์/ฉาก
6.นักแสดงไม่เคลื่อนที่มากนัก แต่ใช้น้ำเสียง สายตา และท่าทางเพียงเล็กน้อยประกอบ

อ่านเพิ่มเติมได้จาก :
หนังสือ “ละครสร้างนักอ่าน” โครงการวิจัยปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมนักสื่อสารการอ่าน (ปสอ.) สาขาสื่อสารการแสดง ภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


13 September 2009

ฟารีดากับละครเรื่องใหม่


ติดตามผลงานแสดงในละครเรื่องใหม่ของ ฟารีดา สมาชิกพระจันทร์เสี้ยวการละครได้ในละครที่มีชื่อของเธอเป็นชื่อเรื่อง ที่ว่า

"The World according to Farida and Damkerng"
หรือ
"โลกที่หมุนตามฟารีดาและดำเกิง"

แสดงโดย
ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์
และ ฟารีดา จิราพันธุ์
เขียนบทและกำกับโดย นพพันธ์

ละครเวที / multi visual / ดนตรี / เธอ / เขา / และพวกเราทุกคน เตรียมตัวหมุนไปด้วยกันที่

@ Democrazy Theatre studio
สถานณี ลุมพินี (MRT ทางออกที่1 ซอยสะพานคู่)

วันที่ 23,24,25,26,27 และ 30 ก.ย.
และ 1,2,3,4, ต.ค 52
เวลา 19.30

โทร 0868141676


12 September 2009

นิทรรศการภาพคัตเอาท์เดือนตุลา


สถาบันปรีดี พนมยงค์
ขอเชิญร่วมงาน

เปิดนิทรรศการภาพคัตเอาท์การเมืองเดือนตุลา
(ในวาระครบรอบ ๓๕ ปี แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย)

วันเสาร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒เวลา ๑๓.๐๐ น.

ชมวิดีทัศน์ สร้างสาน ตำนานศิลป์ แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย
พิธีเปิดนิทรรศการ
โดยชมรมโดมรวมใจ ชมรมเพื่อนจุฬา


เวลา ๑๔.๐๐ -๑๖.๐๐ น.

เสวนาหัวข้อ “มองย้อน-ร่องรอยศิลปะกับการเมืองเดือนตุลา
ในทัศนะของคนต่างรุ่น”
วิทยากร
รศ.ดร.ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม
ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อาจารย์สิทธิเดช โรหิตะสุข คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ สถาบันปรีดี พนมยงค์
ดำเนินรายการ จารุนันท์ พันธชาติ ศิลปินกลุ่มบี-ฟลอร์
พิธีกรตลอดรายการ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย อดีตผู้ประสานงานแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ๒๕๑๘


เวลา ๑๖.๑๕ น.
ฉายภาพยนตร์เรื่อง“JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL 1973” colour 99 minutes
บทเพลง-ความบันดาลใจ จาก JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL: โดย ชัยพร นามประทีป

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ ๓ จนถึง ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์

โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑
โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙

10 September 2009

Workshop สื่อละครเวที “คิดดี โปรเจกต์ 5”

ค่ายละครคิดดี 5

กลับจากค่ายคิดดี (มาก็หลายวันแล้ว) ขอเล่านิดนึงว่า “ค่ายละครคิดดี 5” คือการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเยาวชนโดยใช้สื่อละครเวที จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับยุทธศาสตร์ละครสำหรับเยาวชน คณะทำงานในปีที่ 2 ประกอบด้วย สถาบันคลังสทองของชาติ, กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์ และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร


ครั้งนี้เราไปจัดอบรมกันที่ V Train หรือ บ้านพักฉุกเฉิน มีน้องๆมาเข้าร่วม ส่งตัวแทนมากลุ่มละ 3 คน มีทั้งหมด 9 โครงการ
1.การละครเพื่อการสื่อสารสุขภาพ กลุ่มนักสื่อสารสุขภาพไทใหญ่
2.ผญาภาษิตปลูกจิตสำนึกเพศสัมพันธ์ที่เหมาะสม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
3.ละครวัยใสท้าใจวัยโจ๋ โรงเรียนวังเหนือวิทยา
4.ละครเวทีเรื่อง ดาวมหาลัย โรงเรียนบางปลาม้า สุพรรณบุรี
5.ละครเวทีเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
6.เยาวชนไทย ใส่ใจเพศศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา
7.ละครเวที พี่คิดดี น้องคิดตาม ชวนน้องห่างภัยบุหรี่ โรงเรียนดวงแก้วพิทยา
8.สื่อสร้างสรรค์คู่บ้าน สจล. สถาบันเทคโนโยลีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ชุมพร
9.รู้ทันรัก รู้ทันเอดส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์


การอบรมทั้งหมด 4 วัน คือตั้งแต่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน ค่ายครั้งนี้เข้มข้นมากทั้งการอบรมเรื่องประเด็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องบทบาทชายหญิง เรื่องของวัยรุ่น อบรมเรื่องการแสดง ฝึกการทำงานกลุ่ม ด้วยการระดมสมอง ช่วยกันคิดเรื่อง สร้างบท และแสดงผลงานละครสั้นๆ ในวันสุดท้าย มีทั้งหมด 5 เรื่อง


ถึงหนักทั้งกิจกรรมและการฝึกทำงานแต่ก็สนุก จนน้องๆบอกว่าเวลา 4 วันมันน้อยเกินไป อยากให้จัดเพิ่มอีก จะได้เรียนรู้ร่วมกันและอยู่ด้วยกันได้มากขึ้น แล้วน้องๆก็แยกย้ายกันกลับบ้านซึ่งอยู่ในหลายจังหวัด แต่เขาก็หวังกันว่าน่าจะมีโอกาสมาร่วมกิจกรรมด้วยกันอีกในอนาคต


































ภาพถ่ายโดย พี่ฐาน ภูมิฐาน ศรีนาค

28 August 2009

ไปค่ายคิดดีกันเถอะ


เริ่มแล้วกิจกรรมคิดดี 'สื่อละครเวที'
จะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเยาวชนด้วยสื่อละครเวที ซึ่งจะมีน้องๆเยาวชนผู้เข้าร่วมทีมละไม่เกิน 3 คน ทั้งหมด 11 ทีม วันที่ 29 สิงหาคม - 1 กันยายน 2552 โดย พี่เลี้ยงและวิทยากรจาก กลุ่มละครบางเพลย์, สถาบันคลังสมองของชาติ และจากพระจันทร์เสี้ยวการละครอีก 2 คน คือ พี่นาด ไปเป็นวิทยากร และ พี่ฐาน ไปเป็นผู้ช่วยวิทยากร

โครงการคิดดี
เป็นโครงการดีๆจาก
แผนงานทุนอุปถัมภ์เชิงรุกเพื่อสื่อศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมสร้างสรรค์ ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ริเริ่ม ส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของเยาวชน ด้วยสื่อของเยาวชน เพื่อเยาวชน โดยเยาวชนทั่วประเทศ มาตั้งแต่ปี 2550 ภายใต้โครงการ “คิดดี” และแนวคิดในเชิงส่งเสริมสังคม ชุมชน และสุขภาพ ที่ว่า “ความคิดเล็กๆ สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ให้สังคมได้” ในรูปแบบสื่อร่วมสมัย อาทิ หนังสั้น โฆษณา มิวสิกวิดีโอ กิจกรรมรณรงค์ ละครเวที รายการวิทยุ นิตยสาร การ์ตูนวาด การ์ตูนแอนิเมชั่น เป็นต้น

ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่
http://www.kiddee.org/index.php

24 August 2009

โครงการอ่านมาอีกแล้ว

ตอนนี้เรากำลังเตรียมโครงการอ่านบทละคร
"อ่านสันติภาพ"
(Read to Peace)



โดยใช้วรรณกรรม บทกวี บทละคร หรือ บทเพลง ที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสันติภาพ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เราได้จัดโครงการอ่านบทละคร : อ่านเรื่องรัก ไปแล้วครั้งหนึ่ง มีคนมาเข้าร่วมโครงการอ่านกับเรา 10 คน หรือ 10 ชิ้นงาน มีผู้ชมให้ความสนใจอย่างเนืองแน่น มีการพูดคุยหลังการอ่าน จากงานนั้นเราได้รับการพูดถึงมากพอสมควร และสร้างความน่าสนเล็กๆให้กับน้องๆนักศึกษารุ่นใหม่ ที่ไม่ค่อยได้เห็นการอ่านบทละคร ซึ่งก็เป็นการแสดงอีกรูปแบบนึง


และที่สำคัญในพื้นที่เดียวกันเราได้เห็นมุมมองอันหลากหลายจากเรื่องที่เราอ่าน ทั้งจากมุมมองเจ้าของหนังสือ จากมุมมองของผู้สร้างงาน ได้พูดคุยสะท้อนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อีกทั้งจากคนทำงานและคนมาดู

ครั้งนี้ก็เลยอยากชวนนักทำละครมาอ่านกันอีกครั้ง แต่ประเด็นหัวข้อในครั้งนี้ก็จะเข้มขึ้นอีกนิด จะชวนมาสะท้อนเรื่องของ “สันติภาพ” กันดู ว่าเรามองคำคำนี้กันว่ายังไงบ้าง อาจจะลองมองดูจากหนังสือที่เราชอบ สนใจ หรือ ที่เราอยากทำ อยากพูดถึง ซึ่งจะเป็นหนังสือ นวนิยาย เรื่องสั้น บทความ บทละคร บทกวี หรือ บทเพลง ก็ได้ เราอยากเห็นมุมมองอันหลากหลายที่แผ่ขยายจากเรื่องความรักไปสู่สันติภาพ


โครงการนี้ร่วมแสดงในงาน ศิลปกับสังคม “อภิวัฒน์สู่สันติ” ในวาระครบรอบ 110 ปี รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ จัดแสดงวันที่ 24-25 ตุลาคม 2552 เวลา 13.00 และ 15.30 น.@ Crescent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์

ติดตามรายละเอียดได้เร็วๆนี้


22 August 2009

เมื่อพระจันทร์คืนเสี้ยว

เมื่อพระจันทร์ 'คืน' เสี้ยว
(ภาคต่อของ “พระจันทร์เสี้ยวการละคอน มุมสะท้อนวิญญาณประชาธิปไตย”
โดย รวินทร์ คำโพธิ์ทอง)


๑๐ ปีต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ คำรณ คุณะดิลก ได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วสร้างสรรค์ละครเวทีสามัญชน เรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์" อันเป็นเรื่องราวของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ในนามของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว พร้อมทั้งลบคำสบประมาทที่วิจารณ์ว่าละครเวทีไทยยังอ่อนด้อยและขาดไร้ประสบการณ์ลงได้อย่างสิ้นเชิง

ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๘ คำรณ คุณะดิลก ได้ชักนำหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งที่สนใจสร้างงานละครเวทีอย่างเป็นอาชีพในนาม "พระจันทร์เสี้ยวการละคอน" ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมแสงอรุณ เข้ามาช่วยผลักดันกระตุ้นจนเกิดความตื่นตัวให้กับวงการละครเวทีไทยอีกครั้ง และมีผลงานละครเวทีออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กูชื่อพญาพาน, ความฝันกลางเดือนหนาว, ผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ, มาดามเหมา, กระโจมไฟ, ตลิ่งสูงซุงหนัก, พระมะเหลเถไถ, คำปราศรัยของนาย ก. ฯลฯ (13) จวบจนปัจจุบันผลงานละครเวทีของ "พระจันทร์เสี้ยวการละคอน" ซึ่งทอดส่งมายังนักการละครรุ่นใหม่นั้นเป็นที่ยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ

ณ วันนี้เสี้ยวแสงแห่งรัตติกาลยังคงทอฉายด้วยศรัทธาที่มุ่งมั่น แม้จะไม่เรืองรองจนส่องทาง หาก "พระจันทร์เสี้ยวการละคอน" กลับพอใจในแสงเรื่อเรืองของตน และพร้อมจะสร้างสรรค์ฉากของชีวิตที่สะท้อนภาพสังคมให้ผู้ชมได้ขบคิดสืบต่อไป เฉกเช่นบทกวีที่คำรณ คุณะดิลกได้กล่าวไว้

"เราเป็นนก ประดับดงไม้
รับฟัง บทเพลงที่เราร้อง
แต่อย่ากู่ขานชื่อเราเลย..."


อ่านบทความเต็มๆพร้อมแหล่งข้อมูลอ้างอิงได้ที่
http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999920.html



++++++++++++++++++++++++++++

เชิงอรรถ
(1) นำชื่อมาจากนวนิยายเรื่อง"ทางสายพระจันทร์เสี้ยว" ของ ประภัสสร เสวิกุล
(2) ยุคนี้เป็นยุดสมัยหรือช่วงเวลาที่นักศึกษามีความภาคภูมิใจในสถานภาพของตนเอง กล่าวคือ เป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ชนในสังคม และมีความสุขสำราญในการใช้ชีวิตทุกด้าน นักวิชาการบางท่านเรียกว่ายุค "สายลมแสงแดด" นักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคนี้แทบไม่มีใครทราบอดีตเลยว่า ใครเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยมีความเป็นมาอย่างไร ใช้เวลาไปกับการแข่งขันกีฬา, พาเหรด แบ่งสี สถาบัน จำกัดกิจกรรมในแวดวงกีฬา และบันเทิง ไม่สนใจสังคมและการเมือง ไม่ใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน, http://www.2519.net/
(3) เป็นยุคที่ประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความตื่นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ มีการสร้างกลุ่ม ชมรม องค์กรนักศึกษา ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงกว้าง ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งมีผลสะท้อนกลับ คือ ทำให้นักศึกษากลายเป็นพลัง และกลุ่มกดดันทางสังคม เป็นยุคที่รู้จักกันดีในชื่อ "ยุคฉันจึงมาหาความหมาย" จากอิทธิพลทางความคิดและบทกวีอมตะจากหนังสือเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ของวิทยากร เชียงกูล, http://www.2519.net/
(4) ฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๗๗ ณ ทุ่งพระสุเมรุ สนามหลวง โดยแนวความคิดของนิสิตนักศึกษาทั้งสองสถาบันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ได้หารือกันว่าควรจะมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างสถาบันเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีระหว่าง นิสิตนักศึกษาทั้งสองสถาบันและควรจัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้ริเริ่มฝ่ายธรรมศาสตร์มี พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค, บุศย์ สิมะเสถียร และฝ่ายจุฬาฯ มี ประสงค์ ชัยพรรค, ประถม ชาญสันต์ และประยุทธ สวัสดิ์สิงห์ จนได้ถือเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในการแข่งขันทุกปีนั้น ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่ารายได้ที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีการมอบการกุศลทุกครั้ง, "กำเนิดฟุตบอลประเพณี", http://campus.sanook.com/u_life/cu-tu62.php
(5) งิ้วธรรมศาสตร์ หรืองิ้วการเมือง เปรียบได้ว่าเป็นอาวุธทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต ก่อตั้งโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะการแสดงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน โดยสะท้อนภาพการเมืองไทยผ่านการแสดงละครที่สนุกสนานและเสียดสีได้อย่างแสบร้อน ทั้งดึงดูดความสนใจด้วยการนำผู้ที่เป็นที่รู้จักในวงสังคมมาเป็นตัวแสดง หรือการแสดงในแบบจรยุทธ์ โดยเล่นตามม็อบหรือความเคลื่อนไหวบนสถานการณ์การเมืองที่สำคัญ นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนตุลาคม, พฤษภาทมิฬ และล่าสุดคือเหตุการณ์การขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, อรการ กาคำ, "มหรสพสยบมาร", กรุงเทพธุรกิจ, ๒๕๔๙.
(6) "ละครกับประชาธิปไตย: ๓๐ พระจันทร์เสี้ยว", กรุงเทพธุรกิจ, ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙.
7) ชาวโปล คนหนึ่งที่ชื่อว่า Jerzy Growtowski เป็นผู้เรียกละครแนวนี้ว่า Poor Theatre เขามีความคิดว่า ละครของพวกคนรวย ที่ใช้ฉาก แสงเสียง เสื้อผ้า หรือองค์ประกอบอื่น ๆ นั้น ไม่มีประโยชน์ และPoor Theatre ก็คือละครที่ไม่ใช้อะไรสักอย่างนอกจากที่จำเป็นเท่านั้น , "รูปแบบของละครในศตวรรษที่ ๒๐", แดสเอนเตอร์เทนเมนท์ www.dass.com
(8) Jerzy Growtowski ชาวโปล เขาเป็นผู้นิยามละครแนว Poor theatre และเป็นผู้ตั้งคณะละคร The Polish Theatre Laboratory ขึ้นในปี ๑๙๕๙
เพื่อหาแนวทางในการแสดงรูปแบบใหม่ ที่นักแสดงไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่กับสิ่งต่างๆภายนอกเลย แต่จะใส่ใจอยู่ที่การแสดงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นเอง ละครของเขาจึงไม่ใช้การแต่งหน้า เสื้อผ้า หรือฉากที่สมจริงในการแสดง ให้ความสนใจแต่ร่างกายและจิตใจของนักแสดงเท่านั้น, "รูปแบบของละครในศตวรรษที่ ๒๐", (ibid).
(9) แนวละครร่วมสมัยในศตวรรษที่ ๒๐ ที่เน้นหนักไปยังความสามารถของนักแสดงและความสัมพันธ์กับผู้ชม, "รูปแบบของละครในศตวรรษที่ ๒๐", (ibid).
10) ตอนปลายศตวรรษที่ ๑๙ นักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญา เริ่มสนใจและศึกษาอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ว่า มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของมนุษย์ Therese Raquin นวนิยายที่เขียนขึ้นโดย Emile Zola เป็นนวนิยายในแนว Naturalism หรือธรรมชาตินิยม ที่มีอิทธิพลต่องานศิลปะและงานละครในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง นักการละครยุคนั้นจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อเลียนแบบธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่รอบตัวมนุษย์ ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบฉากที่ให้รายละเอียดที่สมจริง หรือการที่นักแสดงจะพยายามแสดงให้เหมือนจริงมากที่สุด โดยพยายามที่จะศึกษาลึกลงไปในภูมิหลังและความซับซ้อนทางอารมณ์ของตัวละครต่าง ๆ Stanislavsky นักการละครที่โด่งดัง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาธรรมชาตินิยมนี้, "รูปแบบของละครในศตวรรษที่ ๒๐", (ibid).
(11) แมกซิม กอร์กี้ (Maxim Gorky หรือ Gorki) มีความหมายว่า "แมกซิมผู้ระทมขมขื่น" เป็นนามปากกาของอเลกเซ แมกซิโมวิช เพสคอฟ (Alexi Maximovich Peshkov) นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวรัสเซีย ซึ่งได้สร้างสรรค์วรรณกรรมสะท้อนให้เห็นถึงความยากแค้นลำเค็ญของสังคมขึ้นมาอย่างมากมาย ผลงานของเขาถือได้ว่า "ปลุกเร้าวิญญาณของมวลมนุษย์" โดยเฉพาะนวนิยายเรื่องแม่ โดยฉากของนิยายในเรื่องทั้งหมดเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง รวมถึงเหตุการณ์และการจำลองชีวิตของบุคคลที่ไม่ได้รับความยุติธรรรมในสังคมมาใส่ไว้ในเรื่อง การดำเนินชีวิตของ ปาเวล วลาสซอฟ นั้นลอกเลียนมาจากชีวิตจริงของ ปาเวล ซาโลมอฟ ซึ่งเป็นผู้เดินนำกรรมกรในวันเมย์เดย์และถูกตี ถูกจับ ถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลานาน ส่วนแม่ของปาเวล นิลอฟน่า เป็นภาพรวมจากชีวิตแม่ของซาโลมอและแม่ของ Kadomtsev กรรมกรนักปฏิวัติ
เหตุการณ์ในการเคลื่อนไหวปฏิวัตินั้นสตรีชาวรัสเซียที่เป็นแม่และเป็นกรรมกรมากมาย มีส่วนช่วยลูกและต้องเข้าคุกไปด้วย หลังจากหลบลี้ภัยการเมืองไปในหลายประเทศ และที่อเมริกานี้เองกอร์กี้ได้เขียนนวนิยายเรื่อง "แม่" ขึ้นมา หากเมื่อนำไปตีพิมพ์ที่รัสเซียเป็นครั้งแรกนั้นเรื่องแม่ตอนแรกที่ออกมาถูกยึดทำลายหมด และตอนที่สองก็ถูกเซ็นเซอร์จากคณะกรรมการเสียจนอ่านไม่ได้เรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีหนังสือเรื่อง "แม่" ที่พิมพ์โดยผิดกฎหมายออกมามีเนื้อหาครบถ้วน และไม่นานเรื่อง "แม่" ก็ถูกแปลไปหลายภาษาทั่วโลก รัฐบาลพระเจ้าซาร์โกรธมากที่มีหนังสือเรื่อง "แม่" ตีพิมพ์ออกมา สั่งจับกอร์กี้ในฐานะผู้เขียน กอร์กี้หนีรอดพ้นเงื้อมมือของตำรวจไปได้โดยไปอยู่ที่เกาะคาปรี
เมื่อกอร์กี้กลับมารัสเซียนั้น เขากลับมาอย่างผู้มีชัย สถานที่บ้านเกิดของเขาซึ่งเป็นฉากท้องเรื่องของนวนิยายเรื่อง "แม่" ได้รับการขนานนามใหม่ว่า "กอร์กี้" เพื่อเป็นเกียรติใน ค.ศ. ๑๙๓๒, เรียบเรียงจาก จิตร ภูมิศักดิ์ (ผู้แปล), แม่, แปลจาก MOTHER โดย Maxim Gorky, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ดอกหญ้า : กรุงเทพฯ, ๒๕๔๓, ๑๑-๑๓ (เบื้องหลังความเป็นมาเรื่อง "แม่" โดยภิรมย์ ภูมิศักดิ์)
(12) "ละครกับประชาธิปไตย: ๓๐ พระจันทร์เสี้ยว", กรุงเทพธุรกิจ.
(13) http://www.bkkonline.com/movie/drama/moon/


++++++++++++++++++++++++++++

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
๑. เอกสารประกอบงานพระจันทร์เสี้ยวการละคอน มุมสะท้อนประชาธิปไตยไทย
๒. http://www.2519.net/
๓. "กำเนิดฟุตบอลประเพณี", http://campus.sanook.com/u_life/cu-tu62.php (บทความ)
๔. อรการ กาคำ. "มหรสพสยบมาร". กรุงเทพธุรกิจ, ๒๕๔๙. (บทความ)
๕. "รูปแบบของละครในศตวรรษที่ ๒๐". แดสเอนเตอร์เทนเมนท์ (บทความ)
๖. "ละครกับประชาธิปไตย": ๓๐ ปีพระจันทร์เสี้ยว. กรุงเทพธุรกิจ, ๒๕๔๙. (บทความ)
๗. จิตร ภูมิศักดิ์ (ผู้แปล). แม่. จาก MOTHER โดย Maxim Gorky. พิมพ์ครั้งที่ ๕, กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า, ๒๕๔๓
๘. http://www.bkkonline.com/movie/drama/moon/


21 August 2009

ชมรมพระจันทร์เสี้ยว

ปีนี้ครบรอบ 40 ปี ชมรมพระจันทร์เสี้ยว

พี่นกป่าจากเครือข่ายนักเขียน ได้จัดรายการวิทยุและสัมภาษณ์ใครหลายๆคนเกี่ยวกับคนในชมรมนี้ไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เท่าที่รู้ก็จะมีพี่เวียง วัชระ บัวสนธ์ นักศึกษาที่ติดตามผลงานของ อ.วิทยากร เชียงกูร ผู้สนใจงานของ สิงห์ สนามหลวง หรือ พี่สุชาติ สวัสดิศรี และ สินีนาฏ เกษประไพ ลูกศิษย์ทางการละครของ คำรณ คุณะดิลก เราจะพยายามติดตามขอเทปมาแกะเป็นข้อมูลแล้วนำมาลงในอนาคตที่อาจจะนานสักหน่อย

เนื่องในวาระสำคัญเช่นนี้เราเลยขอตัดบางตอนจากบทความเกี่ยวกับ ชมรมพระจันทร์เสี้ยว และ พระจันทร์เสี้ยวการละคร ในงาน 30 ปี พระจันทร์เสี้ยวการละคร หรืองานฉลอง 60 ปี ครูคำรณ คุณะดิลก ที่จัดไปเมื่อสามปีก่อนที่หอศิลป์ตาดู เพื่อไว้เป็นความรู้ในการค้นคว้า และเพื่อเราสมาชิกรุ่นใหม่ก็จะได้รู้รากเหง้าที่มาที่ไปของเรา บทความนี้นำมาจากเว็บไซด์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (ลำดับที่ 1010) ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549

ดูเพิ่มเติมที่


พระจันทร์เสี้ยวการละคอน
มุมสะท้อนวิญญาณประชาธิปไตย

โดย รวินทร์ คำโพธิ์ทอง (นักวิชาการอิสระ)


“ชมรมพระจันทร์เสี้ยวการละคร กลุ่มละคอนที่มีประวัติความเป็นมายาวนานในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านวรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม และศิลปะการละครอันมีเนื้อหาในการส่งเสริมพัฒนาความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยไทย ทั้งยังสะท้อนภาพสังคมโดยใช้สื่อการแสดงเป็นเครื่องมือสำคัญ จนถือได้ว่าเป็นต้นแบบของละครเพื่อชีวิต”


ประวัติ : ทางสายพระจันทร์เสี้ยว (1)

"พระจันทร์เสี้ยว" เริ่มต้นจากกลุ่มนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัยที่สนใจด้านวรรณกรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ อาทิ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วีรประวัติ วงศ์พัวพันธุ์, วิทยากร เชียงกูล, ธัญญา ผลอนันต์, นิคม รายวา, วินัย อุกฤษณ์, เธียรชัย ลาภานันท์ เป็นต้น

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้รื้อความทรงจำถึงการก่อตัวและที่มาของคำว่าพระจันทร์เสี้ยวไว้ดังนี้
"การก่อเกิดพระจันทร์เสี้ยว มันก็ไม่มีระบบระเบียบอะไรที่เป็นทางการ แต่จุดเริ่มต้นสำคัญที่อาจจะเป็นการก่อเกิดอันแรก คือเราร่วมกันทำหนังสือ เราเรียกว่าเป็นหนังสือเล่มละบาท ซึ่งถือเป็นจุดก่อเกิดที่ทำให้พวกเรามารวมตัวกัน ในสมัยนั้นการทำหนังสือจะต้องไปขออนุญาตกับทางสันติบาล การเกิดหนังสือเล่มละบาทขึ้นมาก็ด้วยเหตุเพราะมันทำหนังสือในระบบไม่ได้ หนังสือของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวเท่าที่ผมจำชื่อได้ คือธุลี, ตะวัน, ปัญญา, นาคร, ลานโพธิ์ และยังมีอีกหลายเล่ม ส่วนคำว่า พระจันทร์เสี้ยวนั้นต้องให้เครดิตคุณวีระประวัติ วงศ์พัวพัน คือเขามีกลุ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ชื่อว่า crescent moon แล้วเขาก็เอาคำ ๆ นี้มาแปลเป็นไทย ว่าพระจันทร์เสี้ยว"

บริบทแห่งยุคสมัย จากยุคสายลม-แสงแดด (2)


ราวปี ๒๕๐๕ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องส่วนรวม จนมาถึงในปี ๒๕๑๐ จุดเริ่มของยุคแสวงหา (3) ซึ่งเกิดการพูดคุย, วิพากษ์, ถกเถียง แล้วจึงนำไปสู่การรวมกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้น. วิทยากร เชียงกูล เล่าถึงบรรยากาศของกิจกรรมนักศึกษาในยุคสมัยนั้นว่า

"ในยุคนั้นถือว่าเราเป็นนักศึกษากลุ่มน้อย เพราะว่าศิลป-วัฒนธรรมในมหาวิทยาลัยสมัยนั้น ก็มีแต่เพลงเชียร์ฟุตบอลประเพณี (4) เป็นอย่างมาก และก็งิ้วธรรมศาสตร์ (5) เราเป็นพวกที่สนใจหนังสือ ที่สำคัญก็คือว่าการสนใจหนังสือทำให้คุยกันได้นาน คือเราอยากแสดงออกแต่เรายังหาวิธีของมันไม่ค่อยได้ เพราะว่าสมัยนั้นหนังสือในตลาดก็มีน้อย จะมีก็แต่สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์แล้วก็ชาวกรุง...เราจึงพิมพ์หนังสือกันขึ้นมาเอง"

เมื่อวิทยากรได้รับเลือกเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบกับกรรมการชมรมฯ ในปีนั้นเป็นกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวเสียส่วนใหญ่ พวกเขาจึงได้ร่วมกันปรับรูปเปลี่ยนร่างให้กับหนังสือของชมรมวรรณศิลป์ ด้วยการเพิ่มเติมเนื้อหาของเรื่องสั้น, บทวิจารณ์หนังสือ, ปรัชญา ภายใต้แนวคิดที่ว่าวรรณกรรมต้องสะท้อนทั้งภาพของสังคมและชีวิต

สุชาติกล่าวเสริมเติมต่อ"หลังจากปี ๒๕๑๒ กิจกรรมที่ทำเริ่มมีความสัมพันธ์กับสังคมมากขึ้น…ในเวลานั้นยังมีกลุ่มหนุ่มเหน้าสาวสวยของสุจิตต์-ขรรค์ชัย, กลุ่มดำแดงปริทัศน์ของวิรุณ ตั้งเจริญ, กลุ่มวลัญชทัศน์ที่เชียงใหม่ พวกสถาพร ศรีสัจจัง, นิติ อภิรักษ์โสภณ, อารมณ์ พงศ์พงัน ที่โคราช, ธัญญาอยู่สภากาแฟที่ ม.เกษตร และมันก็เป็นผลสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดการรวมตัวกันที่ก้าวพ้นจากองค์กรนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

กลุ่มอิสระเหล่านี้มีจุดร่วมกันของความรู้สึกโหยหาที่จะกลับไปหาสิ่งที่ตัดต่อความทรงจำในยุคเก่าให้ต่อกับสิ่งที่เป็นรากเหง้าเดิมของบรรดานักคิด, นักเขียนที่ถูกตัดตอนออกไปในช่วงสมัยจอมพล ป., จอมพลสฤษดิ์ กลุ่มต่าง ๆ นั้นได้มีจุดร่วมกันอีกอย่าง คือเป็นขบถทางความคิด เป็นจิตวิญญาณขบถ...สิ่งที่เห็นได้ชัด คือขบถทางการศึกษา ส่วนที่วิพากษ์คือไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ... แล้วสังคมก็ยังอยู่ในภาวะกึ่งเผด็จการ การดิ้นรนเพื่อจะทำกิจกรรมจึงเกิดขึ้นและเป็นกระแสต่อเนื่องมาจนกระทั่งเกิด 14 ตุลา"

ฉากของชีวิต

ในเวลาต่อมาสมาชิกของชมรมพระจันทร์เสี้ยวบางคนได้เริ่มหันมาสนใจเขียนบทละคร อาทิ "ฉันเพียงอยากออกไปข้างนอก", "นายอภัยมณี ", "งานเลี้ยง" ของวิทยากร เชียงกูล, "ชั้นที่ ๗" ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี, "นกที่บินข้ามฟ้า" ของวิทยากร เชียงกูล และคำรณ คุณะดิลก เป็นต้น จากการเขียนเพื่ออ่านได้เชื่อมโยงไปสู่การทำละครเวที

"นายอภัยมณี" เป็นละครเวทียุคแรกจากบทละครที่เขียนขึ้น เพื่อล้อเลียนเรื่องพระอภัยมณีของวิทยากร เชียงกูล ได้จัดแสดงขึ้น ณ สยามสมาคมโดยมีคำรณ คุณะดิลกรับบทนายอภัยมณี รวมถึงวิทยากร เชียงกูล, เกริกเกียรติ นิติพัฒน์ และธัญญา ผลอนันต์ ที่ขณะนั้นเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมแสดงด้วย

ปี ๒๕๑๔

กลุ่มพระจันทร์เสี้ยวได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสำคัญยิ่งในกระบวนการผลิตละครเรื่องอวสานเซลล์แมน ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรับผิดชอบด้านฉาก แสง เสียง รวมทั้งแสดงนำเป็นตัวละครเอก "อวสานเซลล์แมน" เป็นบทละครดัดแปลงจากงานเขียนของนักเขียนอเมริกันชื่อดัง (6) มีเนื้อหาเสียดสีสังคมของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยม และต่อเนื่องด้วย "ชนบทหมายเลข ๑, ๒, ๓" ที่ฉายภาพความล่มสลายของวัฒนธรรมชุมชนพร้อมทั้งนำความแปลกใหม่มาสู่วงการละครไทยด้วยการสร้างสรรค์ผลงานละครในรูปแบบ POOR THEATRE (7) แล้วนำทฤษฎีการละครของ JERZY GROTOWSKI (8) มาปรับใช้เพื่อสอดผสานความสัมพันธ์ระหว่างผู้แสดงและผู้ชมให้เข้าถึงจิตวิญญาณของละคร กลวิธีนี้นำมาจากต้นแบบของ BRECHTIAN THEATRE (9) ซึ่งเป็นแนวละครแถวหน้าของละครร่วมสมัยในศตวรรษ ๒๐. คำรณ คุณะดิลก ได้กล่าวถึงละครเรื่องนี้ว่า

"ก่อนที่ผมจะออกไปสอนทางด้านการละครที่เชียงใหม่ แกรี่ (อาจารย์ชาวต่างชาติผู้สอนวิชาการละคร ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ให้หนังสือของ JERZY GROTOWSKY แก่ผมเล่มหนึ่ง ซึ่งพูดถึงทฤษฎีของการละครของ Stanislavsky (10) ในระดับของจิตวิญญาณความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงกับคนดู คือไม่มีฉาก ไม่มีแสง ไม่มีเมคอัพ และสอดคล้องกับเราพอดีที่ไปอยู่เชียงใหม่ แล้วได้เห็นความล่มสลายของสังคมชนบท สังคมเกษตรกรรมในยุคก่อนตุลาฯ จึงได้นำมาสร้างเป็นละครเรื่องชนบทหมายเลข ๑, ๒, ๓"

จนกระทั่งปี ๒๕๑๘

ชมรมพระจันทร์เสี้ยวการละครได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมเปิดฉากด้วยละครเรื่อง "แม่" ของแมกซิม กอร์กี้ (11) กับเรื่องราวต่อต้านความอยุติธรรมในสังคมแต่เชื่อมั่นในสัจธรรมเหนือสิ่งอื่นใด และละครเรื่อง "นี่แหละโลก" ที่ขับเน้นภาพความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นของคนในสังคมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ภายหลังเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ชมรมพระจันทร์เสี้ยวการละครได้ก่อตั้งคณะละครชื่อ "แฉกดาว" โดยนำละครไปจัดแสดงตามโรงงาน, ชุมชน, ม็อบและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ถือเป็นจรยุทธ์ในการรุกคืบเข้าสู่มวลชน อาทิ ละครเรื่อง "ก่อนอรุณจะรุ่ง" ด้วยการนำบทละครเรื่องชนบทหมายเลข ๑, ๒, ๓ มาดัดแปลงใหม่, ละครเรื่อง "แซมมี่จอมยุ่ง" ที่พูดถึงการรุกรานแทรกซึมของอเมริกา ในยุคที่บทเพลงอเมริกันอันตรายกระหึ่มก้อง

หากระหว่างนั้นเองมีสมาชิกของชมรมฯ ได้ถูกจับกุมคุมขังและหลบหนีภัยทางการเมืองจนแตกกระสานซ่านเซ็นอย่างไร้ทิศทาง บางคนถึงกับต้องหลีกลี้ไปยังต่างประเทศ จากเหตุการณ์ดังกล่าวฉากแห่งชีวิตของชมรมพระจันทร์เสี้ยวการละครจึงค่อย ๆ หรี่แสงรูดม่านปิดลง แต่ม่านชีวิตของคำรณ คุณะดิลกยังคงเปิดฉากต่อไปในประเทศฝรั่งเศส โดยคำรณได้เข้าร่วมกับคณะละคร THEATRE DE LA MANDRAGORE เป็นทั้งนักแสดงและผู้ช่วยผู้กำกับ มีผลงานเรื่อง Antigone, Woyzeck, Leon&Lena, La Mort de Danton, L' Avar, La Mort de Bucher, Escalade, La Libbration, L' Eneme and Terminal ออกแสดงตามประเทศต่าง ๆ เช่น ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, อียิปต์, จอร์แดน, เลบานอน, สวีเดน, โมรอคโค, ตูนิเซีย, กอบอน, การ์คาร์ และซูดาน (12)

20 August 2009

Seoul Fringe Festival 2009


เมื่อปีที่แล้วได้รับเชิญให้ไปเสวนาละครในหัวข้อ “Thai Contemporary Theatre” ในงานเทศกาล Seoul Fringe Festval 2008 ที่โซลเกาหลีใต้

ซึ่งครั้งนั้นเขาจัดมาเป็นครั้งที่ 11 แล้ว ปีนี้เริ่มตั้งแต่ 14 - 31 สิงหาคม ในงานก็จะมีทั้งละครเอ้าท์ดอร์ และอินดอร์ คือ เล่นที่บริเวณถนนแถว Hongik University โดยแบ่งพื้นที่เป็น 4 เวที และในโรงละครอีก 4 โรง คือ Theatre Choo, Ye Theatre, Theatre Zero และ Post Theatre ซึ่งเป็นโรงละครขนาดประมาณ 100 ที่นั่ง คนดูก็เกือบเต็มทุกรอบ (สังเกตุจากรอบที่ได้มีโอกาสไปดู)

ในงานก็จะมีทั้งละคร ด๊านซ์ ดนตรี และศิลปะ แสดงทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลาเย็นๆไปจนถึงสักสามทุ่ม ในแต่ละปีจะมีการแสดงเกือบ 300 ชุด นอกนั้นก็มีเสวนา จัดที่ตึกแสดงงานศิลปะชื่อ Sangsangmadang และ Artist Talk ซึ่งเขาจะจัดหลังจากการแสดงชุดนั้นเสร็จสิ้นลงแล้ว

มีโอกาสไปดูละครและด๊านซ์ ประมาณ 10 ชุด (วันหลังๆไม่มีเวลาได้วิ่งดูอะไรเท่าไหร่ เพราะต้องประชุม ไปดูโรงละครที่ถนนแดฮังโรที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนสายละครเวที และต้องพบปะกับใครหลายคน) และดนตรีอีก 2 ชุด ปีนี้มีโปรดักชั่นจากต่างประเทศมาร่วมด้วย อาทิตย์แรกนี้มีสองโปรคือ จาก Fan Troup จากปักกิ่ง และ Mime Lab จากฮ่องกง
ได้เห็นบรรยากาศของศิลปิน และคนดู ก็อบอุ่นดี เป็นกันเอง รวมทั้งฝนตกแล้วทีมงานต้องย้ายของ ขนของหลบฝนกัน พอฝนหยุดตกก็ขนของย้ายของกลับมาตั้งเหมือนเดิม บรรยากาศคล้ายๆกับเทศกาลละครกรุงเทพของบ้านเรา

การเริ่มต้นเกิดเทศกาลนี้ก็คล้ายกับเทศกาลของบ้านเราเหมือนกัน คือ กลุ่มละครเล็กๆรวมทั้งวงดนตรีอินดี้ที่ไม่มีที่ทางจะได้แสดงตัวและแสดงผลงาน เทศกาลนี้จึงเกิดขึ้นจากแรงและการร่วมมือของคนรักละครและศิลปิน จนถึงปีนี้เข้าปีที่ 11 แล้ว ด้วยสโลแกนที่ว่า "Fostering the Soil for Independent Art"

ปีนี้ก็เช่นกัน Seoul Fringe Festival 2009 จัดเป็นครั้งที่ 12 แล้ว ระหว่างวันที่ 13 – 29 สิงหาคมนี้ สืบเนื่องมาจากปีที่แล้ว ที่Seoul Fringe ได้ทำคความรู้จักกับกลุ่มละครเวทีไทย ปีนี้เขาเลยมีธีมพิเศษว่า Focus Bangkok โดยเชิญการแสดง 2 ชิ้นจากกรุงเทพ คือ Venus Party ของพระจันทร์เสี้ยวการละคร และ Goda Gardener ของกลุ่มบีฟลอร์ ไปร่วมแสดง และร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย Artist Talk

แต่เนื่องจากเศษรษฐกิจตก การสนับสนุนคงหาได้ยากขึ้น ทางเรา 'พระจันทร์เสี้ยวการละคร' หลังจากพยายมติดต่อกระทรวงนั้นกระทรวงนี้อยู่สองกระทรวง แต่ก็ยังไม่สามารถหาผู้สนับสนุนใจดีมาออกค่าตั๋วเครื่องบินให้กับนักแสดงและทีมงานของเราได้ เราจึงไม่สามารถไปร่วมงานนี้ได้ จึงมีเพียงบีฟลอร์กลุ่มเดียวที่เดินทางไปแสดง Goda Gardener ในช่วงอาทิตย์นี้

สำหรับเรา 'พระจันทร์เสี้ยวการละคร' ก็คงต้องทำงานให้หนักขึ้นเพื่อเก็บสตางค์หยอดกระปุกออมสินตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปีหน้า เพื่อซื้อตั๋วเครืองบินเพื่อไปร่วมงานระดับนานาชาติได้

หากใครสนใจเทศกาล Seoul Fringe Festival ลองคลิ๊กเข้าไปดูได้ที่นี่




บันทึกโดย สินีนาฏ เกษประไพ